ลองเริ่มต้นด้วยการจินตนาการว่าคุณคือ เอสเตอร์ หญิงสาวผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบท Kilifi ประเทศเคนย่า การจะเดินทางเข้าเมืองแต่ละครั้ง คุณต้องนั่งรถประจำทางมินิบัสเป็นเวลา 3 ชั่วโมง เพื่อไปยังเขตเมืองที่ใกล้ที่สุด บริเวณบ้านของคุณนั้นช่างห่างไกลความเจริญจนแม้แต่ถนนก็เกือบจะเข้าไม่ถึง

รถบัสโดยสารขนาดเล็ก มาตาตู ที่ไปยังเมืองมาลินดี้ เมืองที่ใกล้ที่สุดนั้นออกแค่เพียงอาทิตย์ละ 3 วัน คุณมีลูก 7 คนและทุกๆ ชีวิตนั้นขึ้นอยู่กับฟาร์มขนาดเล็กที่คุณเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงปากท้องหรือรายได้

ตอนกลางคืน คุณและครอบครัวมีเพียงแสงไฟจากตะเกียงเล็กๆ เป็นตัวนำทาง และเมื่อไหร่ที่คุณไม่มีเงินพอสำหรับซื้อน้ำมันตะเกียง คุณและครอบครัวก็จะตกอยู่ในความมืด แต่คุณก็ต้องการที่จะใช้พลังงานที่สะอาดขึ้นและประหยัดเงินในการซื้อน้ำมันตะเกียง ในฐานะที่คุณเป็นเอสเตอร์ คุณคือบันไดก้าวแรกสู่การใช้พลังงานแบบใหม่ และคุณต้องการที่จะไต่ระดับขึ้น

ทฤษฎีพลังงานขั้นบันได คือแบบจำลองเส้นทางที่คนหลายๆ คนหรือครอบครัวที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันกำลังหาวิธีที่จะสร้างแหล่งไฟฟ้า เช่นเดียวกันกับเอสเตอร์ ประชากรจากชนบทแอฟริกันซาฮาร่าไม่มีไฟฟ้าใช้ และพวกเขาก็ต้องหาพลังอื่นขึ้นมาทดแทน

แหล่งพลังงานเริ่มต้นจากการใช้ฟืนและถ่านในสมัยก่อน มาเป็นน้ำมันและก๊าซ LPG และไฟฟ้าในที่สุด นักลงทุนจากหลายๆ ที่ได้มุ่งความสนใจไปที่แถบแอฟริกันซาฮาร่าเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาพลังงานที่ไม่เพียงพอนี้ และในขณะเดียวกันก็ถือโอกาสหาตลาดใหม่ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเองด้วย

นวัตกรรมใหม่ๆ ได้เปลี่ยนแปลงบันไดพลังงานในแอฟริกา โดยบันไดพลังเวอร์ชั่นใหม่นี้เริ่มต้นที่ครอบครัวชาวแอฟริกันที่ใช้ชีวมวลและพลังงานจากถ่านหินเป็นแหล่งพลังงาน และในต่อมาพวกเขาก็ถูกเชื้อเชิญให้รู้จักกับพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเริ่มต้นใช้กับโคมไฟเล็กๆ และลามไปถึงระบบต่างๆ ภายในบ้าน (รวมไปถึงไมโครและมินอกริด) หลังจากนั้นการปั่นกระแสไฟฟ้าถึงเกิดขึ้น เช่นเดียวกับในประเทศกำลังพัฒนา

ภูมิปัญญาในสมัยก่อนสามารถบ่งบอกถึงรายรับของผู้คนในสมัยนั้นได้ และมันก็มีประโยชน์มากทีเดียวที่จะเข้าใจฐานรายรับของประชาชนในขณะที่กำลังศึกษาเกี่ยวกับบันไดพลังงาน เข้าใจง่ายๆ ว่าฐานล่างสุดของปิรามิดรายรับ แสดงถึงประชากรส่วนมากที่สุด และพวกเขาเหล่านี้มักจะมีรายรับน้อยที่สุด และลูกค้ากลุ่มนี้คิดเป็น 70% สำหรับประเทศแถบแอฟริกันตัวเลขของประชากรนี้ยังบอกอีกว่า 70% ของประชากร ไม่มีไฟฟ้าใช้ เช่นเดียวกันกับเอสเตอร์ ประชากรกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในที่ห่างไกลความเจริญ พวกเขาไม่มีเงินซื้อพลังงานและกำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างจริงจัง สรุปได้ว่าพวกเขาไม่ค่อยมีทางเลือก เพราะอยู่ในเขตที่ห่างไกลออกไปและไม่มีเงินมากพอสำหรับซื้อพลังงาน

ความสัมพัธ์ระหว่างบันไดพลังงานและปิรามิดรายรับนั้นชัดเจน ประชากรกลุ่มที่อยู่ล่างสุดจะใช้พลังงานขั้นต่ำที่สุดในบันไดพลังงาน และเมื่อไหร่ที่พวกเขามีรายรับหรือสะสมเงินได้มากขึ้น พวกเขาก็จะไต่ขึ้นทั้งในปิรามิดรายรับและบันไดพลังงาน สามารถซื้อพลังงานในขั้นที่สูงขึ้นได้ ลูกค้าในกลุ่มที่ต่ำที่สุดของปิรามิด มักจะไม่มีพลังงานสะอาดใช้ เพราะพวกเขาจ่ายไหวแค่พลังงานในรูปแบบที่เบสิกที่สุดอย่างตะเกียงพลังงานแสงอาทิตย์

แล้วมีธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ไหนที่กำลังช่วยกลุ่มคนผู้ยากไร้จากแอฟริกาจริงๆ บ้าง

แน่นอนว่ามีบริษัทพลังงานจำนวนไม่น้อยอ้างว่ากำลังช่วยเหลือชาวแอฟริกันแบบเอสเตอร์และกลุ่มคนที่ฐานปิรามิดอยู่ตามทฤษฎีแล้ว ค้าขายให้กับคนกลุ่มล่างนี้เป็นธุรกิจที่ดีเลยดีเดียว เพราะผู้บริโภคมีจำนวนมาก ด้อยโอกาสและไม่เรียกร้องมากในเรื่องของบริการ แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ เหตุผลที่ทำให้การจำหน่ายให้กับคนกลุ่มนี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย ซึ่งในบทความนี้ เราจะพูดถึง 4 สาเหตุหลัก

  1. ตลาดคนกลุ่นนี้อยู่ในพื้นที่ทุรกันดารทำให้การข่นส่งสินค้าเป็นเรื่องที่ลำบาก
  2. เพราะผู้บริโภคที่ฐานปิรามิดนี้มีรายได้น้อย พวกเขาไม่มีเงินพอสำหรับค่าขนส่งราคาแพง
  3. ผลิตภัณฑ์ที่ธุรกิจส่วนใหญ่วางจำหน่ายนั้น ไม่เหมาะกับคนกลุ่มนี้ เหมาะสำหรับคนในกลุ่มถัดขึ้นมามากกว่า
  4. ค่าใช้จ่ายที่จะช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้บริโภคและธุรกิจนั้นถือว่าแพงสำหรับทั้งสองฝ่าย

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานี้และเหตุผลอื่นๆ ที่เรายังไม่ได้พูดถึง ทำให้บริษัทพลังงานที่อ้างว่ากำลังช่วยบริการคนแอฟริกันกลุ่มล่างอยู่นี้ ไม่ได้ทำอย่างที่บอกอยู่จริงๆ

ธุรกิจส่วนใหญ่ในตลาดนั้น ไม่ได้มีเป้าหมายเป็นกลุ่มคนชนบทแต่สนใจลูกค้าจากเมืองหรือพื้นที่ขยายที่กำลังจะเป็นเมืองมากกว่า ในกรณีของเอสเตอร์ แหล่งพลังสะอาดจะอยู่ที่เมืองมาลินดิ้ซึ่งไกลเกินไปสำหรับเธอที่จะไปบ่อยๆ ธุรกิจส่วนใหญ่ก็มักจะตั้งศูนย์บริการตามเมืองเหล่านี้ซึ่งไม่ใช่เมืองเล็กๆ ที่คนยากไร้ที่ต้องการอยู่จริงๆ สาขาย่อยของบริษัทพลังงานนั้นอาจจะใกล้กับเขตห่างไกลความเจริญ แต่ก็ยังไม่ใกล้พอ

รายรับของประชากรที่ฐานปิรามิดไม่สัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์จากบริษัทพลังงาน กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้มีรายได้เพียงวันละ 0.90-2.00 ดอลลาร์  ด้วยรายรับแบบนี้พวกเขาไม่สามารถซื้อได้แม้กระทั่งผลิตภัณฑ์พลังงานแสงอาทิตย์ที่ถูกที่สุด เพราะโคมไฟโซลาร์เล็กๆ ก็มีราคาอยู่ที่ 10-20 ดอลลาร์แล้ว และโปรดักส่วนใหญ่ในตลาดก็ไม่ใช่เจ้าโคมไฟเหล่านี้ด้วย แต่เกลับป็นระบบภายในบ้านซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่า ดังนั้นมันไม่ใช่แค่เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้ราคาแพง แต่มันยังไม่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วย สินค้าที่มีในตลาดส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นที่ 3-4 ของบันไดพลังงาน เพราะฉะนั้นเอสเตอร์ ตัวแทนคนกลุ่มล่างที่แม้แต่สินค้าในบันไดขั้นแรกก็จ่ายไม่ไหว จึงไม่ต้องพูดถึง

พิสูจน์ได้แล้วว่าความไม่สัมพันธ์กันระหว่างผู้บริโภคและธุรกิจนั้นมีอยู่จริง เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีเงินเป็นตัวแปรสำคัญ ผู้ประกอบการเองก็ต้องการเงินไม่ใช่แค่ในเรื่องของการขนส่ง แต่เพื่อที่จะรักษาลูกค้าไว้จนถึงวันที่ลูกค้ามีเงินมาจ่ายครบ ซึ่งตรงนี้ผู้ประกอบการได้สร้างระบบ PAYG หรือระบบเช่าก่อนเป็นเจ้าของขึ้นมา ระบบนี้จะคล้ายๆ กับระบบผ่อน เพราะลูกค้าไม่สามารถจ่ายในทีเดียวได้ ธุรกิจต้องใช้เงินหมุนเวียนเป็นจำนวนมากกว่าที่ลูกค้าคนหนึ่งจะจ่ายเงินครบ ซึ่งช่วงเวลาในการผ่อนนั้นอาจจะเป็นเดือนถึงหลายๆ ปี ถึงอย่างไรก็ตามระบบจ่ายเงินที่สร้างขึ้นมาอำนวยความสะดวกลูกค้านี้ ก็ยังไม่ได้แก้ปัญหาที่ผลิตภัณฑ์นั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าที่ลูกค้าต้องการ ทั้งในเรื่องของพลังงานและค่าใช้จ่าย การผ่อนเพียงวันละ 0.40 ดอลลาร์ ก็ยังแพงไปสำหรับลูกค้าที่ฐานปิรามิดอยู่ดี และพวกเขาก็ต้องนำเงินจำนวนนี้ไปใช้กับภาระอื่นที่จำเป็นมากกว่าด้วย ดังนั้นธุรกิจไม่ได้กำลังให้บริการกับลูกค้ากลุ่มนี้อยู่หรอก เพราะถ้าทำ นั่นคือการเสี่ยงลงทุนกับลูกค้าที่อาจจะไม่สามารถชำระหนี้ได้เลย

แล้วเราควรจะทำอย่างไรในการช่วยเหลือผู้ยากไร้ให้มีพลังงานสะอาดใช้? เราคิดว่าตลาดไม่ได้เพียงแค่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนเท่านั้น แต่ยังต้องการแผนธุรกิจใหม่ๆ ที่ทำให้โปรดักเข้าถึงคนกลุ่มฐานปิรามิดอย่างเอสเตอร์ได้ด้วย

บทความจาก: https://www.weforum.org/agenda/2017/02/how-can-energy-companies-help-those-at-the-bottom-of-the-economic-pyramid

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา

Comments

comments