พฤทธิ์ บุปผาคำ

วันนี้ โครงการ “ไทยแลนด์ อีลิท การ์ด” หรือ “บัตรเทวดา” ที่สื่อไทยชอบเรียกนั้น จะยุบหรือไม่ยุบ ไม่ใช่ประเด็นเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว เพราะไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนที่ขึ้นมาก็ตาม ทุกรัฐบาลมีนโยบายเหมือนๆ กันหมด กล่าวคือ ต้องการที่จะยกระดับประเทศไทยใน 2 เรื่องด้วยกันทั้งนั้น ได้แก่ 1.การท่องเที่ยว และ 2.กระตุ้นให้เกิดการลงทุน ซึ่งทั้งสองเรื่องที่ว่านี้ สอดคล้องกับธุรกิจของบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัดโดยตรง อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับสถานภาพของบริษัทแห่งนี้ เพราะอยู่ภายใต้การถือหุ้นของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ดังนั้น สิ่งที่เป็นประเด็นในวันนี้ ดูจะมีน้ำหนักมากกว่าประเด็นอื่นๆ ก็คือ จะสร้างสิ่งที่รัฐบาลต้องการได้หรือเปล่า? นั่นเอง ประเด็นอื่นๆ ขอพักไว้ก่อน โดยเฉพาะเรื่องยุบหรือไม่ยุบ

พฤทธิ์ บุปผาคำ

ผ่านไปกว่า 14 เดือน บนเก้าอี้ผู้จัดการใหญ่ของคุณพฤทธิ์ บุปผาคำ ในบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ถือว่าคุณพฤทธิ์ประสบความสำเร็จ เป็นผู้บริหารที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับ“ไทยแลนด์ อีลิท คาร์ด”ก้าวไปสู่รูปแบบการขายในระดับสากลได้อย่างแท้จริง ทำให้บริษัทมีกำไรจากการดำเนินธุรกิจมากถึง 195.07ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 82% คาดกันว่า ข้างหน้าในอีก 4-5 ปี น่าจะล้างขาดทุนทางบัญชีได้หมด

ในฐานะผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด คุณพฤทธิ์กล่าวกับ “The Leader.Asia”ว่า นับจากวันแรกที่เข้ามาบริหาร เขาไม่หนักใจเลย จากประสบการณ์ที่คุมงานด้านการขายของการบินไทย“รักคุณเท่าฟ้า” ทำให้การบินไทยมีกำไร 5,000ล้านบาท ในปี2552 และมีกำไร 1.5หมื่นล้านบาทในปี 2553 จากประสบการณ์งานขายที่คุณพฤทธิ์มีอยู่ ประกอบกับวิสัยทัศน์ที่รู้จักทำ และทำเป็น ภายใต้ความร่วมมือในองค์กรแบบทีมสปิริตไม่มีฮีโร่ จึงได้นำมาปรับวิธีการสร้างโปรดักต์ ปรับวางตำแหน่งทางการตลาด เปลี่ยนจากเดิมให้เป็น Extra Ordinary Country Membership ปรับวิธีการนำเสนอและปรับการขาย เสริมเรื่องสิทธิประโยชน์สำหรับครอบครัวของสมาชิกให้มากขึ้น ส่งผลให้ไทยแลนด์ อีลิท การ์ด เจาะตลาดได้แม่นยำ กว้างไกลขึ้น จนสามารถไต่ระดับไปสู่ International Brand ด้วยเวลาอันรวดเร็ว สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ไม่เป็นรองใคร ขณะนี้ คุณพฤทธิ์และทีมงานทั้งบริษัท กำลังสะสมไมล์ในด้านผลงาน เพื่อนำพาไทยแลนด์ อีลิท คาร์ด ก้าวไปสู่“Global Brand” ในอนาคตอันใกล้

“การจะเดินไปสู่เป้าหมายอย่างประสบความสำเร็จ ทำให้ผมต้องวางระบบ และจัดระเบียบการทำงานในองค์กรให้สอดรับกับการเดินไปในทิศทางข้างหน้า สิ่งที่ผมต้องให้ความสำคัญ คือ การแก้ปัญหาในองค์กร อันดับแรกเป็นเรื่องของการตั้งงบประมาณ ตอนที่ผมเข้ามา ผมดูจากค่าใช้จ่าย พบว่ามีการตั้งค่าใช้จ่ายเกินความเป็นจริงอยู่ร่วม 100ล้านบาทต่อปี ทำให้ขาดทุนทางบัญชีมาตลอด ผมจึงได้ปรับวิธีการลงบัญชีใหม่ ปรับให้ค่าใช้จ่ายไม่ถึง 1 แสนบาท และบวกกำไรเพิ่มขั้นได้อีก 10% ทำให้ในปี 2559ที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรจากการเนินธุรกิจ 195.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82% ขณะเดียวกัน ผมยังมีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ให้ตอบสนองการปฏิบัติงาน โดยสร้างองค์กรให้เน้นเรื่องของเซอร์วิส และคอมเมอร์เชี่ยลมากขึ้น มากกว่าจะเป็นงานด้านแอดมิน ต่อมา ผมก็มองต่อว่าโปรดักต์ที่เรามีอยู่เดิม มันไม่สามารถทำให้เราก้าวไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ ทำให้ผมต้องสร้างโปรดักต์ใหม่ จึงนำไปสู่การออกบัตรใหม่ 4 รูปแบบ แต่ละบัตรจะมีสิทธิประโยชน์แตกต่างกันตามไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบัน เพื่อหากลุ่มเป้าหมายใหม่ ควบคู่ไปกับการตั้งตัวแทนจำหน่ายรอบโลก ซึ่งก็เห็นผล เพราะวันนี้ เรามีลูกค้าต่างชาติที่ไม่ได้อยู่ในไทยเพิ่มเข้ามาร่วม 30% จากที่เป็นศูนย์ นี่เอง ทำให้ในปีที่ผ่านมา เรามีรายได้เพิ่มขึ้นมาร่วมกว่า 100 ล้านบาทจากปีก่อน และต่อไปภาพลักษณ์ของเราในต่างประเทศก็จะดีขึ้น ” คุณพฤทธิ์กล่าว

คุณพฤทธิ์ ขยายต่อไปว่า เวลานี้กลุ่มเป้าหมายของไทยอีลิท คาร์ด เปลี่ยนไปเยอะมาก ที่ผ่านมา จะเป็นเรื่องตลาด เกาหลี จีน แต่ตอนนี้ ลูกค้าอันดับ 1 คือคนอังกฤษ อันดับ 2 จีน อันดับ 3 อเมริกา อันดับ 4 ฝรั่งเศส อันดับ 5 ญี่ปุน  อันดับ 6 ออสเตรเลีย เป็นต้น บริษัทได้ตลาดฝรั่งมากขึ้น เมื่อเทียบกันแล้ว ฝรั่งมีแนวโน้มเดินทางบ่อย ย้านที่อยู่ง่ายกว่าชาติอื่นๆ “เราก็มองเห็นว่า ความต้องการของลูกค้าฝรั่งสูงขึ้น เราก็มองไปถึงพาร์ทเนอร์ที่จะมาจับตลาดนี้อย่างแท้จริง เราจะร่วมมือกับเฮนรี่ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส ซึ่งเป็นบริษัทเบอร์ 1 ของโลก เราจะเอาเครือข่ายที่เขามีอยู่ทั่วโลก ประมาณ 28 สำนักงาน ของบริษัทมี 21 แห่ง มาร่วมกัน นั่นหมายถึงว่า ภายในปี 2560 เราจะมีเกือบ 50 สำนักงาน ที่เปิดการขายให้กับไทยแลนด์ อีลิท หมายถึง เรากำลังจะเอาโลกทั้งโลก มาไว้ที่ตรงนี้…..เราเป็น Global Brand ได้ เรามีโปรดักต์ที่ดี มีพาร์ทเนอร์ชิปที่ดี เรามีระบบดิสทริบิวชั่นที่ดี เราสร้างการรับรู้ให้กลุ่มเป้าหมายเห็น เราจะเอาตรงนี้มา เพื่อที่จะแข่งขันกับคู่แข่ง แข่งขันกับหลายๆประเทศในแถบคาริเบียน เอเชีย อังกฤษ หรืออเมริกา โดยเฉพาะตลาดสแกนดิเนเวีย ซึ่งเป็นตลาดที่นิยมมาพักที่ประเทศไทย แต่ละครั้ง 6 เดือน เราจะเข้าไปตลาดนี้ เราจะเป็น Global Brand มากยิ่งขึ้น ”

คุณพฤทธิ์ย้อนถึงกระแสที่ผ่านมาว่า “เมื่อก่อน ชอบพูดกันว่า ลูกค้าไทยแลนด์ อีลิทนั้น รวยจริงหรือเปล่า หรือรวยไม่จริง เวลานี้ เรามีมืออาชีพช่วยพาคนที่รวยจริงเข้ามา เนื่องจากโปรดักต์ของเราสร้างประโยชน์ใหเขาได้ เฮนรี่ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส เกิดจากสวิสเซอร์แลนด์ เจ้าของเป็นชาวสวิส เขามีตลาดทั่วโลก กลุ่มลูกค้าของเขาที่แรงมากๆคือ ยุโรป ลาตินอเมริกา อเมริกาใต้ เอเชีย มันจึงตรงกับความต้องการของเรา….เฮนรี่ แอนด์ พาร์ทเนอร์สจะสร้างตลาดยุโรปให้แก่เรา สร้างตลาดอเมริกาให้แก่เรา ซึ่งเป็นตลาดที่เราต้องการ ตลาดอเมริกาเป็นกลุ่มเป้าหมายอันดับต้นๆของเรา ในอนาคต ตลาดอเมริกาจะเติบโตสูงมาก”

คุณพฤทธิ์ตอกย้ำว่า “ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เป็นบัตรของ Professional มากกว่าการเป็นบัตรเทวดาที่เคยพูดๆกัน เป็นProfessional ที่ต้องการมาใช้ชีวิตในเมืองไทย มองเมืองไทยว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน ลงทุนเพื่อครอบครัวของตัวเอง เพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดนั้น ก็คือ การลงทุนให้ครอบครัว เรื่องนี้ คือ จุดเปลี่ยนเลย ที่ผ่านมา อาจจะมองว่า เป็นอะไรก็แล้วแต่ วันนี้ จุดเปลี่ยนของบริษัท ก็คือ เราหามืออาชีพที่พามืออาชีพมาลงทุนในประเทศเรา เรากวาดคนระดับหนึ่งมา ไปหาลูกค้าพรีเมี่ยมที่มีกำลังจ่ายในระดับที่เราต้องการ เขาลงทุนเพื่อครอบครัวก่อน แล้วค่อยขยับมาลงทุนซื้อพร็อพเพอร์ตี้ ซื้อรถยนต์ หรืออื่นๆในประเทศไทย การหาลูกค้าของเรา  ไม่ใช่อย่างที่กล่าวหาเราว่าไปเอาคนสีเทาๆเข้ามา ไม่ใช่ครับ”

พฤทธิ์ บุปผาคำ

ประเด็นการแข่งขันในตลาดโลก สถานการณ์ในขณะนี้ คุณพฤทธิ์มองว่า “ประเทศไทยมีศักยภาพในเรื่องของ Sun Sand Sea ยิ่งกว่านั้น ยังมีเสน่ห์ของการ กิน  เที่ยว เล่น ประเทศอื่นๆมีข้อจำกัดเยอะ อย่างเช่น สิงคโปร์ พยายามสร้างกิน เที่ยว เล่น มากๆเลย หรือ ดูไบ ก็สร้างมากเลยในเรื่อง กิน เที่ยว เล่น ดังนั้น ประเทศไทย มี Sun Sand Sea บวกด้วย กิน เที่ยว เล่น จึงค่อนข้างหายากสำหรับสถานการณ์แบบนี้ในโลก อย่างเช่น มาเลเซีย มี Sun Sand Sea แต่กิน เที่ยว เล่น มีมั้ย? ไม่มี เพราะฉะนั้น ลูกค้าประเภท Private Investor ที่ลงทุนให้ตัวเอง ลงทุนให้ครอบครัว เขาจะพิจารณาองค์ประกอบเหล่านี้อย่างจริงจัง ในลักษณะ Man Made Product และ God Give Product คนฮ่องกง สิงคโปร์ บินมาประเทศไทยทุกเสาร์อาทิตย์เป็นว่าเล่น เพราะประเทศเขาไม่ค่อยมี กิน เที่ยว เล่น เท่าใดนัก ถึงมีก็ไม่ถูกใจ ประเทศไทยนั้น มีกิน เที่ยว เล่น หลายที่ เรามีมากกว่า จะชอบแบบไหน เช่น กรุงเทพ เชียงใหม่ พัทยา ภูเก็ต สมุย เป็นต้น จึงมีแพ็คเกจให้เลือกมากยิ่งขึ้น”

ส่วนประเด็นของตัวโปรดักต์ “ไทยแลนด์ อีลิท คาร์ด”นั้น คุณพฤทธิ์ให้ความเห็นว่า “ที่ผ่านมา เราสร้างโปรดักต์สำหรับ Individual กล่าวคือ ให้ลูกค้าคนเดียว คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ได้มีเรื่องของ Family เข้ามาเกี่ยวข้องเลย เรามองว่าไลฟ์สไตล์ของคนมันเปลี่ยนไป ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อ 20กว่าปีที่แล้ว เป็นเรื่องของพ่อแม่พาลูกมาเที่ยว ตอนนี้มันเปลี่ยนเป็น ลูกพาพ่อแม่มาเที่ยว คือ เด็กรุ่นลูกขึ้นมาเป็นผู้นำแล้ว ก็จะมี Generation 2,3,4 ตามมา เราก็มองว่า เรื่องของ Family ขนาดของครอบครัวมันใหญ่ขึ้น ประชากรในโลกเพิ่มขึ้น ก็ทำให้ขนาดของครอบครัวใหญ่ขึ้นตามไปด้วย เราก็เลยสร้างโปรดักต์เกี่ยวกับ Family มารองรับไว้ ซึ่งในอดีตไม่มีเรื่องโปรดักต์สำหรับFamilyเลย”

Comments

comments