กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกที่บ้านปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูล เนื่องจากพบว่าบริเวณพื้นที่ปากบารามีความเหมาะสม วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาท่าเรือน้ำลึกบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางทะเลของภาคใต้ที่เชื่อมโยงกับการขนส่งระหว่างภูมิภาคต่างๆ ของโลก รวมทั้งพัฒนาพื้นที่รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งหลายรูปแบบเพื่อส่งเสริมการลงทุนและกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้พิจารณาให้ความสำคัญในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกปากบาราและบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์สะพานเศรษฐกิจ(แลนด์บริดจ์) สงขลา-สตูล

อย่างไรก็ตามด้วยรายละเอียดของโครงการที่พื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ นอกจากการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแล้วยังมีงานก่อสร้างเส้นทางรถไฟ ท่อขนส่งน้ำมัน และสิ่งที่จะตามมาคือนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งคนในพื้นที่และนักอนุรักษ์ธรรมชาติต่างรู้สึกกังวลและห่วงใยต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จึงเกิดทั้งคำถามและแรงต่อต้านต่อโครงการนี้

มีความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดโครงการมาต่อเนื่อง และก็มีการคัดค้านจนถึงต่อต้านอย่างต่อเนื่องเช่นกันด้วยเหตุผลหลักคือเกรงว่าจะกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ดังเช่นการออกมาคัดค้านและยึดเวทีแสดงความคิดเห็น ครั้งที่ 1 ที่โรงเรียนบ้านปากบาง ตำบลละงู อำเภอละงู จังหวัดสตูล เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560 โดยเครือข่ายประชาชนพลเมืองไม่เอาโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา

เหตุผลสำคัญของการไม่เอาก็คือความกังวลว่าโครงการนี้จะทำลายแหล่งทำมาหากินด้านการประมงและการท่องเที่ยวทางทะเล เกรงว่าในระหว่างการก่อสร้างซึ่งต้องใช้เวลา 4-5 ปี จะเกิดตะกอนที่มีผลต่อระบบนิเวศน์ซึ่งไม่มีใครรับประกัน ยิ่งเมื่อก่อสร้างเสร็จก็จะเกิดอุตสาหกรรมตามมาอีก เมื่อนั้นภาพของสตูลก็จะไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงามอีกต่อไป

มีการกล่าวอ้างว่าโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราใช้เงินลงทุนถึง 4 หมื่นล้านบาท จะเป็นการสร้างงานและกระจายรายได้ต่อประชาชนในท้องถิ่น แต่กลุ่มผู้คัดค้านมองว่าอาจจะมีแค่เศษเงินที่ตกถึงมือชาวบ้าน เพราะรายได้ส่วนใหญ่ย่อมไปอยู่ในมือของบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ ครั้นเมื่อก่อสร้างเสร็จเกิดการลงทุนตามมา ผลประโยชน์และกำไรก็ได้กับนายทุนคนนอกพื้นที่ ขณะที่ชาวบ้านจะได้รับขยะกับมลพิษอย่างที่เกิดแล้วกับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เป็นตัวอย่าง

มีข้อเสนอว่าหากกรมเจ้าท่าจะจัดเวทีสาธารณะขึ้นมาอีกภายใน 45-60 วัน ก็ควรเป็นเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่แท้จริง และต้องนำชุดโครงการสะพานเชื่อมเศรษฐกิจสงขลา-สตูล มาร่วมพูดคุยถึงผลกระทบร่วมกันไม่ใช่แยกคุยเฉพาะโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราโครงการเดียวเท่านั้น

โครงการสะพานเชื่อมเศรษฐกิจสงขลา-สตูล หรือที่เรียกว่า “แลนด์บริดจ์ภาคใต้” คือโครงการพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์เชื่อมสองฝั่งทะเลอันดามัน-อ่าวไทยระยะทาง 142 กิโลเมตร ด้วยรถไฟทางคู่เชื่อมท่าเรือสองฝั่ง โดยความเจริญที่จะตามมาคือนิคมอุตสาหกรรม แหล่งน้ำ โรงไฟฟ้าฯลฯ ส่วนปัญหาที่จะตามมาเช่นกันคือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ในปี 2559 รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 120 ล้านบาท ให้ทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ในโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา รวมถึงโครงการท่าเรือน้ำลึกสวนกง จังหวัดสงขลา และก่อนหน้านี้รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 50 ล้านบาทให้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรทางบก(สนข.) ไปว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมให้ทำการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ที่จะเกิดในพื้นที่ภาคใต้

แต่สิ่งที่คนภาคใต้กังขา และคนภาคอื่นๆ ก็เริ่มถามหาคือ ผลการทำงานจากเงินภาษีที่เอาไปละเลงหลายร้อยล้านบาทนั้นเงียบหายไปไหน ทำไมไม่รายงานให้ประชาชนรับรู้โดยพร้อมเพรียงกัน ทำไมจะต้องแยกส่วนจัดเวทีชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ ทำไมไม่เอาจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นมาต่อกันให้เห็นภาพรวมว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะดำเนินการกันต่อไป

หากกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมีความประสงค์จะขับเคลื่อนโครงการนี้ให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ก็สมควรอย่างยิ่งต่อการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสังคม เพราะนอกเหนือจากเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแล้ว การรักษาธรรมชาติของท้องถิ่นควบคู่กับวิถีชีวิตของชุมชนคือภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่มิอาจละเลยได้

Comments

comments