จำได้ไหม โดนัลด์ ทรัมป์ สัญญากับชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่สนับสนุนเขาให้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีว่าอย่างไร “America First อเมริกาต้องมาก่อน” จะจัดการกับพวกมุสลิมที่เข้ามาก่อกรร้ายในสหรัฐอเมริกา จะไล่พวกผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย จะสร้างกำแพงสูงกั้นประเทศเม็กซิโกตลอดแนวชายแดนแม้จะเสียงบประมาณเป็นหมื่นล้านเพื่อป้องกันพวกหลบหนีเข้าเมืองมาแย่งงานชาวอเมริกัน มาก่ออาชญากรรมในอเมริกา จะตั้งกำแพงภาษีเพื่อลงโทษคนอเมริกันที่ไม่รักประเทศหนีไปลงทุนต่างประเทศ จะยกเลิกข้อตกลงการค้าเสรี TPP ที่ทำให้อเมริกาเสียเปรียบและต้องแบกภาระชาวโลก จะทบทวน NAFTA จะตอบโต้บรรดาประเทศที่ค้าขายเอาเปรียบอเมริกา และอื่นๆ อีกมากมาย

ตอนแรกทุกคนคิดว่าทรัมป์แค่หาเสียง พูดเอาใจเพื่อเรียกคะแนนเสียงตอนเลือกตั้งและไม่คิดว่าจะกล้าทำจริง เพราะหลายเรื่องเป็นการเปลี่ยนนโยบายของสหรัฐอเมริกาแบบ 360 องศา อันจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะสร้างความเกลียดชังในเวทีโลก จะผลักมิตรให้เป็นศัตรู จะยิ่งพาอเมริกาสู่อันตราย จนอาจจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3

แต่ทรัมป์ไม่ใช่นักการเมืองไทยที่พูดอย่างทำอย่าง หรือพูดแล้วไม่ทำ หรือทำแบบพอเป็นพิธีโดยไม่ได้มุ่งหวังความสำเร็จ ทรัมป์น่าจะเหมือนดูเตอร์เต้ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่มีความซาดิสต์พอสมควร ดูเตอร์เต้ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเพราะหาเสียงกับชาวบ้านว่าจะปราบปรามยาเสพติดด้วยมาตรการเด็ดขาด ฆ่าพ่อค้ายาเสพติดไม่ผิดกฎหมาย เมื่อขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแล้วเขากล้าทำจริงสั่งเดินหน้าปราบพ่อค้ายาเสพติดอย่างรวดเร็วและรุนแรงโดยไม่สนใจพวกนักสิทธิมนุษยชน

ทรัมป์ก็เช่นเดียวกัน ทันทีที่นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเขาก็ทำตามสัญญา นับจากวันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2560 ทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร (executive order) ซึ่งเป็นอำนาจของประธานาธิบดี ให้สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจาก “ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก” หรือ TPP ที่เกิดขึ้นสมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา ในการดึง 12 ประเทศร่วมลงนามสร้างกลุ่มการค้าที่ครอบคลุมเศรษฐกิจโลก 40%

สองวันต่อมาทรัมป์ลงนามคำสั่งให้มีการสร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐฯ – เม็กซิโก ความยาว 3,200 กิโลเมตรเพื่อแก้ปัญหาการเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยบอกว่าเม็กซิโกจะเป็นผู้จ่ายเงินค่าก่อสร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐ 100% แม้ว่าอเมริกาจะควักกระเป๋าจ่ายค่าก่อสร้างไปก่อน ลงทุน 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 8.7 แสนล้านบาท

จากนั้นไม่นานทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งพิเศษห้ามประชาชนกว่า 218 ล้านคนเข้าสหรัฐฯ หยุดรับผู้ลี้ภัยทั้งหมดเข้าประเทศเป็นเวลา 4 เดือน ยุติโครงการรับผู้ลี้ภัยจากซีเรียอย่างไม่มีกำหนด รวมถึงระงับการให้วีซ่าพลเมืองจาก 7 ประเทศมุสลิม (ซีเรีย อิหร่าน อิรัก ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน เยเมน) เป็นเวลาอย่างน้อย 90 วัน ในฐานะเป็นประเทศที่ต้องพิจารณา  ซึ่งต่อมามีการฟ้องศาลว่าขัดรัฐธรรมนูญและศาลในหลายรัฐได้สั่งระงับคำสั่งประธานาธิบดีและให้การคุ้มครองต่อผู้เดินทางชาวมุสลิม

แม้การทำงานจะมีอุปสรรคแต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงเดินหน้าทำตามสิ่งที่คิดและพูดเอาไว้ ล่าสุดคือการกล่าวหา 16 ชาติที่ทำการค้ากับอเมริกาแต่ได้เปรียบดุลการค้าว่า “ขี้โกง” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาติในเอเชีย โดยประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าอเมริกามากที่สุดคือสาธารณรัฐประชาชนจีน ขณะที่หนึ่งใน 16 ชาติเป้าหมายก็คือ “ประเทศไทย” โดยทรัมป์ออกคำสั่งพิเศษเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมาให้ตรวจสอบรายละเอียดการขาดดุลการค้าและหามาตรการตอบโต้ภายใน 90 วัน แม้จะไม่ระบุออกมาตรงๆแต่นี่คือการประกาศสงครามการค้ากับจีนโดยตรงโดยมีอีก 15 ชาติพลอยติดร่างแหไปด้วย

ไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับที่ 11 โดยในปี 2559 ที่ผ่านมา ส่งสินค้าไทยขายอเมริกา 29,490 ล้านดอลลาร์ อเมริกาส่งมาไทย 10,570 ล้านดอลลาร์ ขาดดุลการค้าไทยมูลค่า 18,920 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 649,000 ล้านบาท) แค่นี้นึกว่ามากแล้วแต่ถ้าดูตัวเลขย้อนหลัง 20 ปี อเมริกาขาดดุลการค้าไทยรวม 8.7 ล้านล้านบาท

แม้เบื้องต้นหลายคนบอกว่าไม่น่าห่วงมากเพราะไทยทำการค้าตามหลักสากล แต่เมื่อกติกาสากลที่ใช้กันมาหลายทศวรรษถูกเปลี่ยนกันง่ายๆได้โดยประธานาธิบดีของอเมริกาคนเดียว กระทรวงพาณิชย์ของไทยจึงต้องรีบทำการบ้านเพราะไทยก็ยังมีจุดอ่อนให้อเมริกาเล่นงานได้ โดยเฉพาะการที่ไทยยังอยู่ในบัญชีดำของอเมริกาในฐานะประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List : PWL) ในเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การใช้แรงงานผิดกฎหมายฯลฯ

การเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับผู้แทนการค้าของอเมริกาจะถูกกดดันแค่ไหน ผลกระทบต่อการส่งออกไปอเมริกาจะตามมาเมื่อไร กลุ่มสินค้าไหนจะโดนหางเลข โปรดติดตามอย่ากระพริบตา

Comments

comments