เมื่อเร็วๆ นี้บริษัทชั้นนำทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจและการบริหารผลลัพธ์ด้วยการโค้ชได้ทำการศึกษาถึงปัจจัยต่างๆที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวไว้อย่างน่าสนใจ พวกเขาทำการวิเคราะห์ในหลากหลายมิติรวมไปถึงการเฝ้ามองพัฒนาการของบริษัทที่ประสบความสำเร็จไปแล้ว เช่น Linkedin , Uber , Youtube , Airbnb เป็นต้น พวกเขาพบว่า เงินทุนเป็นปัจจัยอันดับท้ายๆที่มีผลผลักดันให้ธุรกิจประสบความสำเร็จข้อมูลที่ออกมาเช่นนี้ ทำให้หลายคนรู้สึกประหลาดใจไปตามๆกันเพราะใครๆก็รู้ว่า เงินทุนเปรียบเสมือนเป็นเชื้อเพลิงน่าจะมีความสำคัญมากกว่าเรื่องอื่นๆแต่เงินทุนกลับไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะแยกธุรกิจที่ประสบความสำเร็จออกจากธุรกิจที่ล้มเหลวได้ ดังนั้น ถ้าไม่ใช่เงินทุนแล้วอะไรล่ะที่ส่งผลให้ธุรกิจสามารถเติบโตและขยายตัวได้

ผลศึกษาพบว่า มี 3 ปัจจัยด้วยกันที่เป็นกลไกสำคัญ นั่นก็คือ ปัจจัยที่ 1)ธุรกิจเข้ามาตอบโจทย์ของตลาดและลูกค้าอย่างถูกจังหวะเวลา ปัจจัยที่ 2)มีทีมงานและการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยม และปัจจัยที่ 3)มีไอเดีย และมีเทคโนโลยีที่สามารถสร้างความแตกต่าง นอกจากนี้ ความเห็นจากเจ้าของธุรกิจ ซึ่งตอบแบบถามของการสำรวจ ต่างก็เห็นพ้องกันว่า การบริหารความคาดหวังเป็นเรื่องที่ยาก แต่การบริหารทีมงานให้สามารถดำเนินกิจการให้เป็นไปตามความคาดหวังนั้น ยิ่งยากกว่า ทุกคนต่างก็อยากเห็นความสำเร็จ จึงเป็นเรื่องน่าหนักใจและท้าทายต่อเจ้าของกิจการ อย่างยิ่ง

ส่วนหนึ่งในเนื้อหาของการศึกษา ระบุว่า เมื่อถึงระยะเติบโตของธุรกิจกิจการส่วนใหญ่มักจะมีการขยายตัวของทีมงาน และการทำงานอาจจะไม่สามารถเดินไปได้ด้วยการมีเจ้าของกิจการเป็นศูนย์กลาง ของทุกสิ่งอีกต่อไป เจ้าของธุรกิจจึงจำเป็นต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยจะต้อง“เลือก”ว่า จะเป็นผู้บริหารทีมต่อไปด้วยตัวเอง หรือเลือกที่จะทำเฉพาะในส่วนที่ตนเองถนัดโฟกัสกับวิสัยทัศน์ของธุรกิจในระยะยาว เตือนตัวเองอยู่เสมอว่า การสร้างทีมงานและสร้างองค์กรให้มีฟันเฟืองที่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน นั่นแหละคืองานของตัวเอง

เอกพล พงศ์สถาพร
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ทิปโก้ ฟู้ดส์ จำกัด(มหาชน)

เรื่องราวดีๆเช่นนี้ ทำให้ช่วงสายวันหนึ่งในต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ณ บริเวณห้องประชุมชั้นที่ 28 อาคารทิปโก้ทาวเวอร์ ถนนพระราม 6 กรุงเทพมหานคร The Leader.Asia ได้หยิบประเด็นที่น่าสนใจจากเค้าโครงข้างบนนำไปสนทนากับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ทิปโก้ ฟู้ดส์ จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิตสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ภายใต้แบรนด์ชั้นนำ “Tipco” ท่านผู้นั้นก็คือ คุณเอกพล พงศ์สถาพร กรรมการผู้จัดการ ซึ่งผู้บริหารท่านนี้มีทัศนมุมมองเรื่องความท้าทายในปัจจุบัน อย่างน่าสนใจ

คุณเอกพล กล่าวว่า “ ผมว่าเรื่องเทคโนโลยีก็ดี เรื่องการตลาดก็ดีมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่ว่าสิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือเรื่องของการบริหารคนโดยเฉพาะอย่างยิงที่ทิปโก้เองเนี่ย ก็มีธุรกิจค่อนข้างจะหลากหลาย และแต่ละธุรกิจ จำเป็นต้องใช้ความรู้ ความสามารถ ที่แตกต่างกัน แล้วก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้น การที่เอาคนที่แตกต่างกันเยอะแล้วก็มานั่งอยู่ที่เดียวกัน แล้วช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ก็เป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราจะเห็นคนรุ่นใหม่แตกต่างจากคนรุ่นเดิมค่อนข้างเยอะที่เราแบ่งกัน ไม่ว่าจะเป็น GenX GenY หรือแม้กระทั่งBaby Boom อะไรพวกนี้นะฮะ ก็จะมีวิธีการทำงาน มีแรงจูงใจที่แตกต่างกันก็จะต้องหาวิธีที่จะบริหารคนพวกนี้ให้ทำงานร่วมกันให้ได้ แล้วก็ในขณะเดียวกันจะได้ใช้ศักยภาพของตัวเอง ”

ประเด็นความเปราะบางของคนรุ่นใหม่ที่ถูกมองว่าไม่ค่อยอดทนต่องานนั้น คุณเอกพลเคาะว่า “ เรื่องของอารมณ์ ความอ่อนไหว ความไม่อดทนต่องาน ผมมองว่า เป็นเรื่องปกติของสังคมรุ่นใหม่ สังเกตดูการใช้โซเชี่ยลมีเดียหรือการทำMulti Tasking ทำงานหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันมันแทบจะเป็นเทรนด์ของเด็กรุ่นใหม่ไปแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรามอง สิ่งหนึ่งที่เหมือนเดิม ในเรื่องของการที่นำจุดแข็งของแต่ละคนมาใช้ให้เป็นประโยชน์ แต่สิ่งที่ยากขึ้นก็คือว่า ทำอย่างไรที่จะให้ทุกคนทำงานร่วมกันได้ ผมคิดว่าเป็นความยากที่สุด ณ ตอนนี้ ”

ต่อประเด็นที่ว่า ระบบครอบครัวยังมีบทบาท มีความสำคัญต่อธุรกิจเพียงใดนั้นคุณเอกพลเห็นว่า ระบบครอบครัวเป็นที่มาของธุรกิจหลายๆประเภทในประเทศไทยถึงแม้แต่หลายบริษัทที่เป็นบริษัทมหาชนในส่วนระบบครอบครัวก็มีอิทธิพลค่อนข้างเยอะ ในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เพราะฉะนั้น ในส่วนของครอบครัว บทบาทที่สำคัญก็คือว่าต้องกำหนดทิศทางให้ชัดเจน อยากจะเห็นธุรกิจเดินทางไปทางไหน

“แน่นอน ในแง่ของรายละเอียด ในแง่ของการบริหารจัดการ Day to Day ณ วันนี้ เข้าใจว่า หลายครอบครัว หลายธุรกิจ ไม่ได้ลงมาจับแบบวันต่อวันมากนัก ก็พยายามในด้านของการบริหารจัดการให้มืออาชีพได้มีโอกาสทำงานได้เต็มที่แต่สิ่งสำคัญก็คือ ในเรื่องความเชื่องโยงระหว่างระบบแฟมิลี่กับมืออาชีพจะต้องมีอยู่ตลอดเวลา และต่อเนื่องระบบครอบครัวเป็นพื้นฐานของการจัดตั้งธุรกิจขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจ ผมไม่ได้มองแบบนั้นเลย ผมคิดว่าในอนาคตเราน่าจะมีระบบครอบครัวมากขึ้นด้วยซ้ำไป เพราะว่าเราพูดถึงธุรกิจ SME เราพูดถึงธุรกิจ Start Up ซึ่ง ณ วันนี้ ก็ๆ น่าจะเป็นกำลังสำคัญในการเติบโตของธุรกิจในประเทศไทยนอกเหนือจากบริษัทขนาดใหญ่ ” คุณเอกพลกล่าว

เอกพล พงศ์สถาพร
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ทิปโก้ ฟู้ดส์ จำกัด(มหาชน)

คุณเอกพลเห็นว่า การที่มี SME ก็ต้องบอกได้เลยว่าส่วนใหญ่สร้างตัวมาจากระบบครอบครัวทั้งนั้น คนที่มีความเป็นเถ้าแก่มีไอเดียทางธุรกิจ บางคนอาจจะเคยทำงานที่บริษัทแล้วก็ลาออกไปเพื่อที่จะตั้งธุรกิจของตัวเอง ในยุคใหม่มีโอกาสที่จะเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเด็กรุ่นใหม่ จบมาอาจจะเคยทำงานในบริษัท 2-3 ปี หรือ 5-6 ปี หลายคนก็มีแนวคิดทำธุรกิจของตัวเองมากขึ้น สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ก็เรื่องหนึ่ง แต่ในอนาคต ก็คงจะเห็นเด็กรุ่นใหม่ที่ตั้งธุรกิจของตัวเองมีลักษณะการบริหารเหมือนเถ้าแก่มากขึ้น ซึ่งในอนาคตมันก็จะเป็น Family Business แม้ในต่างประเทศ เช่น ยุโรป อเมริกา ก็เป็นระบบครอบครัวทั้งนั้น แต่บริหารในลักษณะที่ว่าไม่ส่งต่อให้กับลูกตลอดเวลามีลักษณะของการนำระบบบริหารจัดการเข้ามาเพื่อบริหารต่อไป

คุณเอกพลเสริมต่อไปว่า “ ในแง่ของแฟมิลี่เองมีบทบาทจะต้องตัดสินใจทิศทางในการทำธุรกิจในส่วนของบริหารจัดการจะต้องรับด้วยว่า ทิศทางนั้นเป็นทิศทางที่เหมาะสมแล้วก็พร้อมที่จะเดินตามนั้น เดี๋ยวนี้ การบริหารงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่เป็น CEO ในแง่ของแฟมิลี่หรือเจ้าของ จะต้องดูดีๆว่า CEO ที่เข้ามาในด้านการบริหารแต่ละช่วงเวลาเนี่ย เป็น CEO ที่เหมาะสมหรือเปล่าผมคิดว่า ตอนนี้เป็นเรื่องยากที่ CEO หนึ่งคนจะบริหารได้ทุกๆสถานการณ์ บางคนอาจจะเก่งในเรื่องของการแก้ปัญหา Turn Around บริษัท บางคนอาจจะเก่งในเรื่องการเติบโต การสร้างกิจการ บางคนอาจจะเก่งในเรื่องของการหาพันธมิตร บางคนอาจจะเก่งในเรื่องของ Operation ที่ช่วยในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ก็ขึ้นอยู่กับว่าในจังหวะทำธุรกิจ ณ ตอนนั้น ต้องการ CEO ประเภทไหน เพราะฉะนั้น คนที่เป็นแฟมิลี่ก็จะต้องเลือก CEO ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลานั้นแล้วมองว่าทิศทางการทำธุรกิจไปด้วยกันกับสิ่งที่เจ้าของมอง ผมคิดว่า CEO สมัยใหม่ ไม่มีใครที่จะเป็นแบบ CEO Forever อาจจะเป็น 4 ปี 5 ปีเพราะพอธุรกิจเปลี่ยนไปปั๊บ ก็ต้องหา CEO อีกแบบหนึ่งเข้ามาไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับระบบแฟมิลี่ ”

คุณเอกพลกล่าวถึงความพร้อมของทิปโก้ ฟู้ดส์ บนเส้นทางอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ว่า ทิปโก้ ฟู้ดส์มีความพร้อมและภาพที่ทิปโก้ ฟู้ดส์มองเห็นนั้น ก็คือว่า “ประเทศไทยยังไงก็ต้องอิงกับเกษตรกรรม ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาใหม่ผมคิดว่า วิสัยทัศน์ของประเทศไทย ยังไงประเทศไทยก็ต้องเป็นผู้ผลิตอาหารหรือผู้ที่ส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลกเป็นผู้ที่ให้ปัจจัยในเรื่องของความเป็นอยู่แก่คนไทยและรวมในเรื่องของคนทั่วโลกด้วย ไม่ใช่คนไทยเพียงอย่างเดียวเกษตรกรรมยังไงก็ยังอยู่กับประเทศไทย เพียงแต่ว่าเกษตรกรรมที่ผ่านมาเราเน้นระยะสั้นมากเกินไป เราไม่ได้เน้นระยะยาวว่าในแง่ของการประเมินความเป็นไปของดีมานด์ซัพพลาย ควรจะต้องเป็นอย่างไรแล้วก็ในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต ควรจะต้องทำอย่างไรบ้าง ”

และกล่าวต่อไปว่า “ เราจะเห็นหลายๆพืชไร่ มีปัญหาในเรื่องของผลผลิตต่อไร่เอาเฉพาะในส่วนของสับปะรดที่เราดูแลอยู่ทุกวัน เราก็จะเห็นภาพว่าการเพาะปลูกสับปะรดในบ้านเรา ผลผลิตยังค่อนข้างต่ำ แค่ 4-5 ตันต่อไร่บางประเทศอาจจะขึ้นไปถึง 10-12 ตันต่อไร่ ในเมื่อผลผลิตต่ำ สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือว่าเกษตรกรก็จะมุ่งในเรื่องของการทำอย่างไรจะทำให้ขายได้ราคาดีที่สุดแทนที่จะมุ่งเน้นในการทำให้ผลผลิตต่อไร่สูง แล้วลดต้นทุนต่อกิโลของผลผลิตลงเพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น อันนี้ก็เป็นส่วนที่ทิปโก้พยายามจะทำพยายามเข้าไปช่วยตรงนี้มากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพของการเพาะปลูกแล้วก็ช่วยลดต้นทุน สร้างความสม่ำเสมอในเรื่องของปริมาณในการผลิตเราร่วมกับเกษตรกรหาวิธีเพาะปลูกให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ”

Comments

comments