แม้จะมีเสียงโจมตีและการตั้งข้อระแวงสงสัยในเป้าหมายอันซ่อนเร้นของ “พญามังกร” ต่อโครงการเส้นทางสายไหมยุคใหม่ที่จะเชื่อมโลกสร้างการค้าอย่างสันติวิธีและมีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่การประชุมระดับสูง เวทีข้อริเริ่มเส้นทางสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ 21 (High-Level Dialogue Belt and Road Forum for International Cooperation) เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2560 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งปรากฎภาพนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ให้การต้อนรับผู้นำ 29 ชาติที่รับเทียบเชิญเข้าร่วมการประชุมรวมถึงนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ก็ทำให้งานนี้ยิ่งใหญ่ระดับโลกและโครงการเส้นทางสายไหมของจีนได้ถูกยกระดับสู่สากลและตีตรารับรองไปแล้วโดยปริยาย

ยิ่งในงานนี้ นายสี จิ้นผิง ประกาศทุ่มเทการสนับสนุนการก่อสร้างเส้นทางทั่วเอเชียเชื่อมโยงกับยุโรปและแอฟริกาทั้งหมด รวมถึงทวีปอเมริกา และให้สัญญาจะอัดฉีดเงิน 125,000 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 4.3 ล้านล้านบาท) ก็ยิ่งทำให้ผู้นำหลายประเทศที่หวังได้ประโยชน์จากโครงการนี้ ออกหน้ามากล่าวยกย่องจีนสารพัดว่าทั้งคิดสร้างสรรค์ เป็นผู้เปิดมิติใหม่ของความร่วมมือระหว่างภูมิภาคและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอีกจำนวนมาก

เวทีนี้เท่ากับจีนได้โอกาสประกาศต่อโลกว่าเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ ไม่ใช้ความแข็งกร้าว อิทธิพลทางทหารบีบคั้นใครเข้าร่วม แต่ใช้โครงการพัฒนาดึงดูดพันธมิตรร่วมสร้างเส้นทางการค้าการลงทุนใหม่อย่างเสรีไม่ใช่กีดกันหรือสร้างกำแพงขวาง เสมือนเป็นการเกทับบลัฟแหลกสหรัฐอเมริกาในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังมั่วอยู่กับการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยการถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก 12 ประเทศ (Trans-Pacific Partnership: TPP) กำลังสร้างกำแพงคอนกรีตกั้นเม็กซิโก กำลังทะเลาะกับนานาชาติที่ค้าขายแล้วขาดดุล หาว่าเขาเอาเปรียบ และกำลังจะก่อสงความโลกครั้งที่ 3

มองในมุมใกล้ตัว Belt and Road Forum มีผู้นำชาติอาเซียนได้รับบัตรเชิญไปกันเกือบหมด เช่น สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน แห่งกัมพูชา นายโรดริโก ดูแตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นายบุนยัง วอละจิต ประธานสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นายโจโค วิโดโด้ ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นาจิบ ราซะก์ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายเจินดั่ยกวาง ประธานาธิบดีเวียดนาม และนางอองซานซูจี มุขมนตรีแห่งเมียนมา

Photo : http://en.kremlin.ru/events/president/news/54499

แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย หลุดจากเวทีนี้ไม่ได้รับเทียบเชิญให้เข้าร่วม โดยกระทรวงการต่างประเทศอ้างว่ารัฐบาลจีนได้เชิญรัฐมนตรีจาก 6 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และตัวแทนของกระทรวงการคลัง เข้าร่วมประชุม ซึ่งมีข้อสังเกตุว่าหลังจบประชุมแล้วก็ไม่ปรากฏข่าวจาก 6 กระทรวงว่าได้อะไรที่เป็นประโยชน์กับไทยติดไม้ติดมือที่กลับมา

กระทรวงการต่างประเทศอ้างแก้เกี้ยวด้วยว่ารัฐบาลจีนเชิญ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุม BRICS Summit ครั้งที่ 9 แทน ในเดือนกันยายนนี้ที่เมืองเซียะเหมินมณฑลฝูเจี้ยนโดยจีนเป็นเจ้าภาพ แต่ก็ยังน่าสงสัยว่าไทยไปเกี่ยวอะไรกับกลุ่ม BRICS ที่ประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้

ลึกๆ แล้วเป็นไปได้หรือไม่ว่าเพราะโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เพื่อเชื่อมต่อจากลาวที่หนองคาย เป็นเส้นทางหนองคาย-นครราชสีมา- แก่งคอย-กรุงเทพฯ รวม 845 กิโลเมตร ที่ลงนามกันไว้ตั้งแต่ 19 ธันวาคม 2557 เจรจาต่อเนื่องร่วม 20 ครั้งมาจนบัดนี้สองปีครึ่งก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ และจาก 845 กิโลเมตรตอนหลังมาพูดแค่ 250 กิโลเมตรจากนครราชสีมา-กรุงเทพฯ แล้วย่อลงอีกเหลือแค่ 3.5 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมต่อสระบุรี-นครราชสีมาที่สถานีกลางดง จึงดูเหมือนรัฐบาลไทยกับจีนคุยกันไม่ลงตัวในเส้นทางสายนี้

บางคนบอกว่าผู้นำไทยไปงานนี้ก็แค่ไม้ประดับของจีน แต่การเป็นไม้ประดับบนเวทีระดับโลกก็ยังดีกว่าการเป็นไม้ไร้ค่าที่ไม่ถูกเลือก ดังนั้นต้องถามว่าเป็นเรื่องที่ผู้นำไทยรู้สึกหรือไม่ รัฐบาลไทยตระหนักหรือไม่ถึงการส่งสัญญาณจากจีนคิดหรือว่าแค่ตกลงซื้อเรือดำน้ำ 1 ลำจากจีนก็เพียงพอแล้ว ไทยจะยังเล่นการเมืองสองหน้าเสมอไปเช่นในอดีตในขณะนี้โลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน และกระแสลมกำลังพัดมาทางตะวันออกอย่างนั้นหรือ

Comments

comments