เศรษฐกิจไทยระยะยาวเสี่ยงภาวะ “ต้มกบ”

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยคณะเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และพาณิชยศาสตร์ ได้ร่วมจัดเสวนาในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทย 2560 : SOMTUM Crisis ?” นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยไม่น่าเป็นห่วง วงจรเศรษฐกิจอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจ 4 ตัวหลัก ทั้งการบริโภคประชาชนเริ่มดีขึ้น จากการฟื้นตัวของราคาสินค้าเกษตร การส่งออกที่เริ่มดีขึ้นทั้งแง่ปริมาณและมูลค่า การลงทุนภาคเอกชนเริ่มกลับมาลงทุน ขณะที่การใช้จ่ายการลงทุนภาครัฐซึ่งจะเป็นเครื่องจักรใหญ่ แม้ว่าจะส่งสัญญาณในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาว่าจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายโครงการ แต่ปัจจุบันหลายโครงการเพิ่งเริ่มต้นลงนามสัญญา ดังนั้น ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะภัยแล้ง น้ำท่วม

นายสกนธ์กล่าวว่า “ในระยะกลางและยาว การลงทุนภาคเอกชนยังไม่กระจายตัว มีการลงทุนกระจุกในอุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี การลงทุนใหญ่ๆ นี้ ใช้เงินลงทุนสูง แต่ไม่ได้สร้างรายได้กับการจ้างงานนัก เพราะใช้แรงงานน้อย โจทย์ใหญ่จากนี้คือ ภาครัฐและส่วนที่เกี่ยวข้องจะแก้ไขและพัฒนาอย่างไรให้การลงทุนกระจายสู่เอสเอ็มอี ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการจ้างงานของประเทศ“

ขณะที่ นายสุทธิกร กิ่งแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แม้ว่าเศรษฐกิจไทยไม่มีสัญญาณวิกฤตเศรษฐกิจส้มตำในขณะนี้ เช่น ตัวเลขทางเศรษฐกิจติดลบต่อเนื่อง 2-3 ไตรมาส แต่เศรษฐกิจขณะนี้ เหมือนวิกฤตต้มกบ โดยกบอยู่ในน้ำกำลังต้ม และกบปรับอุณหภูมิตัวเองช้าๆ ตามน้ำ จึงไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะตาย จนน้ำเดือด กบก็หนีไม่ทันแล้วและตายลง เช่นกันกับเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าลง หลายอุตสาหกรรมปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ ที่จะถูกรถยนต์ไฟฟ้าแทนที่

“หากอุตสาหกรรมเหล่านั้นไม่ปรับตัว จะเติบโตช้าลงเรื่อยๆจนไม่สามารถแข่งขันได้และตายในที่สุด เหมือนกบต้ม จึงเห็นว่าอุตสาหกรรมบางอย่างที่เคยมีฐานผลิตในประเทศ ควรส่งเสริมให้ไปลงทุนต่างประเทศ ควบคู่กับทำการค้า นอกเหนือจากที่จะพึ่งพาส่งออกอย่างเดียว ขณะที่การส่งออกต้องหาตลาดใหม่ๆ เช่น อาเซียน อินเดีย แอฟริกา ที่กำลังเติบโต“ นายสุทธิกรกล่าว

“ทฤษฎีกบต้ม” หรือ “The Boiling Frog Theory” นั้น ถูกนำมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของคนหรือองค์กรที่ไม่ปรับตัวเอง อยู่แต่ใน Comfort Zone เดิมๆ ของตน เพราะน้ำอุ่นๆ สบายดี โดยไม่ตระหนักว่าอุณหภูมิของน้ำนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดเดือด พอถึงจุดเดือดก็ช้าเกินไปเสียแล้วที่กบจะกระโดดหนีได้ทัน ต้องตายด้วยน้ำเดือด เพราะตั้งตัวไม่ทัน เมื่อสถานการณ์เข้าสู่วิกฤติ หรือ the frog being boiled alive คนไทยทั้งในภาพอขององค์กรหรือในมิติส่วนบุคคลที่ไม่ยอมปรับ เพราะต่อต้านความเปลี่ยนแปลง ไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการต้องปรับตัวอย่างรุนแรง เพราะพลังของ การป่วน หรือ disruption อันเกิดจากเทคโนโลยี การแข่งทางการตลาด รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนั้น การป่วนเหล่านี้รุนแรงหนักหน่วง สามารถพัดพาทุกอย่างสลายหายไปต่อหน้าต่อตาได้

Comments

comments