หุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับลดลงตามแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคาร โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปิดที่ระดับ 1,569.44 ลดลง 0.34% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงประมาณ 15.59% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 35,524.67 ล้านบาท

สัปดาห์นี้บริษัทหลักทรัพย์(บล.) กสิกรไทย มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,555 และ 1,545 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,580 และ 1,590 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ สัญญาณดอกเบี้ยสหรัฐฯ จากถ้อยแถลงของประธานเฟดและเจ้าหน้าที่เฟด ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (ช่วงต้น) เดือน ก.ค. ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน มิ.ย. รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจเดือน มิ.ย. ของจีน

เกาะติดงบแบงก์

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่าสัปดาห์นี้กลุ่มธนาคารพาณิชย์ทะยอยประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2

“หากงบฯกลุ่มแบงก์ ออกมาตามคาดหรือผิดไปจากที่คาดไม่มากนัก น่าจะเห็นแรงซื้อหุ้น เนื่องจากในช่วงครึ่งแรกของปีเศรษฐกิจในประเทศถูกขับเคลื่อนด้วยภาคส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก “

นายกรภัทร กล่าวย้ำอีกว่า หากผลประกอบการไตรมาส 2 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ออกมาตามคาดหรือดีกว่าคาดเล็กน้อย หรือไม่แย่ไปจากที่คาดมากนัก จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนจากภาครัฐ

เปิดกลยุทธ์ลงทุน

ด้านกลยุทธ์ลงทุน นายกรภัทร แนะนำเน้นเก็งกำไรหุ้นท่องเที่ยวอย่าง MINT, ERW หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2 จะออกมาดี เช่น PM, PSTC และ BLAND  ขณะที่แนะนำให้ทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวในหุ้น AOT

ด้าน บล.ทรีนิตี้ คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทย ปรับตัวต่อไปในกรอบ 1,540 – 1,600 จุด เนื่องจากยังไม่เห็นปัจจัยที่มีแนวโน้มผลักดันดัชนีไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจน แนะนำกลยุทธ์ขึ้นขาย-ลงซื้อตามกรอบแนวต้านแนวรับดังกล่าว และถือหุ้นกลุ่มแนะนำต่อไป ได้แก่

  1. กลุ่มสาธารณูปโภค เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความผันผวนต่ำและสามารถจ่ายเงินปันผลได้ในระดับสูง เลือก BCPG และ WHAUP เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม จากแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจ ส่วนหุ้นที่มีผลตอบแทนจากเงินปันผล ในระดับสูงและคาดว่าจะมีการจ่ายปันผลระหว่างกาล คือ GLOW, EGCO และ RATCH
  2. กลุ่มสินค้าและบริการที่จำเป็น ได้แก่ CPALL, BJC และกลุ่มโรงพยาบาล แนะนำหุ้น BCH, CHG ที่มีแนวโน้มทนทานต่อภาวะเงินเฟ้อต่ำ
  3. กลุ่มพลังงาน ที่ราคายังคงปรับตัวต่ำกว่าตลาด ประกอบกับค่าการกลั่นที่ยังคงอยู่ในระดับสูง เลือก PTT, PTTEP สำหรับกลุ่มผู้ผลิตต้นน้ำ และ BCP, SPRC, TOP สำหรับกลุ่มโรงกลั่น

จุดซื้อเสี่ยงต่ำที่ดัชนี 1,530-1,550 จุด

บทวิเคราะห์ บล.ทรีนิตี้ ระบุว่าแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกที่ชะลอตัวลงในช่วงไตรมาส 2/60 ทำให้ความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้น (Earning yield gap) แคบตัวลง ซึ่งเกิดในทิศทางเดียวกันทั้งโลก จะทำให้ตลาดย่อตัว โดยประเมินเป้าหมายการปรับฐานหุ้นไทยในกรณีปกติและจุดซื้อที่มีความเสี่ยงต่ำ อยู่ที่ 1,530-1,550 จุด

บล.ยูโอบี เคย์เฮียน มองว่าการปรับตัวขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรจะกลับมากระทบหนักกับหุ้นที่ซื้อขายด้วยมูลค่าที่แพงอีกครั้ง ดังนั้นช่วงสั้นควรหลีกเลี่ยงการเสี่ยงซื้อหุ้นในกลุ่มที่อัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี เรโช) อยู่ในระดับสูง

ขณะที่หุ้นที่มีแนวโน้มกำไรเพิ่มขึ้นแข็งแกร่งโดยเชิงโครงสร้างหรือมีโมเมนตัมของกำไรที่เพิ่มขึ้น จะโดดเด่นกว่าตลาด กลุ่มสาธารณูปโภคหรือหุ้นที่กำไรมั่นคง คาดว่าจะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นมากกว่าตลาดในช่วงนี้

ดังนั้น ควรมองหาจังหวะทยอยสะสมหุ้นกลุ่มธนาคาร บันเทิง และกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ ขณะที่สามารถเลือกลงทุนหุ้นปิโตรเคมีจากราคาพลังงานที่ทรงตัว หุ้นน่าลงทุนคือ IRPC การเก็งกำไรเลือกหุ้นที่ยังปรับตัวน้อยกว่าตลาด และตั้งจุดตัดขาดทุนทุกครั้ง หุ้นแนะนำ RATCH, EASTW, MONO ส่วนหุ้นเก็งกำไรแนะนำ TIP, CMO

Comments

comments