ไทยเสพติดแรงงานต่างด้าว

นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกของแรงงานต่างด้าวในไทย ที่แต่เดิมต้องเก็บเนื้อเก็บตัวไม่พยายามแสดงปฏิกริยาใดๆต่อมาตรการของรัฐ แต่ไม่กี่วันก่อนหลังจากที่รัฐบาล คสช.ออก “พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560” ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560

ในโลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อข้อความและภาพในลักษณะเชิงล้อเลียนมาตรการของรัฐบาลไทยต่อเหล่าแรงงานต่างด้าว กล่าวคือมีภาพคนงานทั้งชายและหญิงนำเอกสารประจำตัวต่างๆ เช่น หนังสือเดินทาง หนังสืออนุญาตทำงาน ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ มาห้อยคอ พกเอว หรือติดตามตัว รวมทั้งมีคลิปหญิงสาวชาวเมียนมาพูดประกอบเพลงในทำนองว่าถ้าจะทำงานต้องพกเอกสารให้ครบตลอดเวลา

อย่างที่ทราบกันแล้วว่าพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวได้สร้างความปั่นป่วนโกลาหลแก่ระบบธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศขนาดไหน เพราะเพียงแค่สัปดาห์เดียวรัฐบาล คสช.ต้องกลับลำใช้อำนาจพิเศษ ม.44 สั่งชะลอการบังคับใช้บทลงโทษที่รุนแรง 4 มาตรา เนื่องจากส่งผลให้แรงงานต่างด้าวนับหมื่นคนพากันผละงานกลับบ้านรวมถึงนายจ้างเองก็ผลักดันให้กลับประเทศทันทีเพราะกลัวค่าปรับมหาโหดหรือถึงขั้นติดคุกติดตาราง

ผลงานชิ้นโบว์ดำครั้งนี้ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งคงถูกสับเละไม่มีชิ้นดีถึงขนาดที่ฝ่ายค้านต้องขออภิปรายไม่ไว้วางใจแต่เมื่อเป็นรัฐบาลทหารที่มีอำนาจพิเศษในมือแถมยังมีพวกเชลียร์คอยปกป้องแก้ต่างให้อยูทั้งวงในวงนอกจึงได้แค่บ่นกันดังๆว่าพระราชกำหนดที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติกลายเป็นพระราชบัญญัติแล้วนั้นก็มีข้อดีนะ เพราะช่วยแก้ภาพลักษณ์ของประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนการค้ามนุษย์ ช่วยคุ้มครองแรงงานต่างด้าวจากการถูกเอาเปรียบ และยังกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับปรุงตัวเองจากการคิดใช้แต่แรงงานราคาถูกเป็นการพัฒนาด้านเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตามความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจได้เกิดขึ้นแล้วไม่มากก็น้อย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบของ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวว่า ปัจจุบันแรงงานต่างด้าวที่ทำงานในประเทศไทย แบ่งเป็นแรงงานถูกกฏหมาย 1.5 ล้านคน ผิดกฏหมาย 1 ล้านคน

ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งต้นทุนผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นจากการนำแรงงานไปขึ้นทะเบียน และเศรษฐกิจที่จ้างแรงงานต่างด้าว อาจหยุดชะงักระยะหนึ่ง โดยศูนย์กสิกรไทยประเมินความเสียหายไว้ 3 กรณีคือ

1.กรณีกระทบน้อย มูลค่าทางเศรษฐกิจสูญเสียไป 12,400 ล้านบาท หรือ 0.08 % ของ GDP

2.กรณีกระทบปานกลาง มูลค่าทางเศรษฐกิจสูญเสียไป 28,400 ล้านบาท หรือ 0.2 % ของ GDP

3.กรณีกระทบค่อนข้างมาก มูลค่าทางเศรษฐกิจสูญเสียไป 46,500 ล้านบาท หรือ 0.3 % ของ GDP

โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ 1.กลุ่มเกษตรและกิจกรรมต่อเนื่อง ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจถึง 8 % ของ GDP 2.กลุ่มโรงแรม ภัตตาคาร และค้าขาย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจ 6% ของ GDP 3.กลุ่มก่อสร้าง ขนาดเศรษฐกิจ 3% ของ GDP โดยทั้ง 3 กลุ่ม ใช้แรงงานต่างด้าวรวมกันถึง 65 % ของแรงงานต่างด้าวทั้งหมด แต่นักวิชาการอย่าง ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กลับมองว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้วในการใช้กฎหมายที่เข้มงวด เพราะปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาแรงงานต่างด้าวมากเกินไปจนเหมือนการเสพติดแรงงานต่างด้าว โดยมีการจ้างถึง 10% อย่างหลากหลายอาชีพจนไม่รู้ว่าอะไรควรจ้างอะไรไม่ควรจ้าง แถมยังปล่อยปละละเลยให้จ้างงานอย่างผิดกฎหมาย ในขณะที่ประเทศซึ่งมีการใช้แรงงานต่างด้าวเหมือนกันนั้นจะใช้แรงงานต่างด้าวเพียง 3-4 % เท่านั้น

“คนไทยคิดที่จะใช้แรงงานต่างด้าวน้อยลงหรือเปล่า คิดใช้อะไรที่เป็นเครื่องจักรเครื่องมือหรือเปล่า 10 กว่าปีที่เราเสียโอกาสตรงนี้ไปเพราะเราใช้แรงงานต่างด้าวราคาถูก งานวิจัยชัดเจนว่าเราเลื่อนกำหนดปรับเทคโนโลยีในระบบอุตสาหกรรม กระบวนการผลิต หรืออุตสาหกรรมบริการ เพราะว่าเรามีของถูกให้ใช้ พอมีของถูกแล้วก็ไม่ปรับตัว จะเอาของถูกตลอดเวลาได้อย่างไร วันนี้การเดินหน้าไทยแลนด์ 4.0 ก็ช่วยได้ แต่ก็ต้องรออีกระยะ” ดร.ยงยุทธกล่าว

คำประดิษฐ์ที่ว่า “ไทยเสพติดแรงงานต่างด้าว” ฟังแล้วแสลงใจ แต่ก็ต้องยอมในความจริงว่าเป็นมาตั้งแต่ระบบเศรษฐกิจบ้านเราเริ่มปรับตัวจากภาคการเกษตรไทยแลนด์ 1.0 เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมไทยแลนด์ 2.0 ยุคอุตสาหกรรมเบา และหนักหนาขึ้นเมื่อเข้าสู่ไทยแลนด์ 3.0 ยุคอุตสาหกรรมหนักที่ใช้แรงงานเข้มข้น ยิ่งประเทศไทยมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน การเข้าร่วมในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) ที่เปิดให้เคลื่อนย้ายแรงงานเสรี ประกอบกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการลงทุนโดยบีโอไอ การเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนรอบบ้าน ฯลฯ ล้วนเป็นการดึงดูดแรงงานต่างด้าวให้ไหลทะลักเข้าไทยในขณะที่ไม่มีมาตรการรับมือที่ชัดเจน สิ่งที่อยากย้ำเตือนต่อรัฐบาล คสช.คือเรื่องแรงงานต่างด้าวต้องมองให้ยาวๆในประโยชน์ต่อคนไทย ธุรกิจไทย สังคมไทย ไม่ใช่เพียงแค่สร้างภาพลักษณ์ที่ดีในข้อกล่าวหาของฝรั่งมังค่าว่า “ค้ามนุษย์”

Comments

comments