“ทหาร” ปฏิรูป “ตำรวจ”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 258 บัญญัติไว้ว่าให้ดําเนินการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ให้เกิดผล ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ส่วนในด้านกระบวนการยุติธรรมนั้น

ในวงเล็บ ๔ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “ดําเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับ หน้าที่ อํานาจ และภารกิจของตํารวจให้เหมาะสมและแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ของข้าราชการตํารวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่าข้าราชการตํารวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้ง และโยกย้าย และการพิจารณาบําเหน็จความชอบตามระบบคุณธรรม ที่ชัดเจน …”

นี่คือที่มาของกระบวนการปฏิรูปตำรวจที่รัฐบาลตั้งธงจะให้สำเร็จเห็นผลภายใน 9 เดือน เพราะภาพพจน์ของตำรวจในสายตาประชาชน ต้องบอกว่า “ทั้งรักทั้งชัง” กล่าวคือในยามมีปัญหาเดือดเนื้อร้อนใจ เช่น ผัวเมียตีกัน โจรขึ้นบ้าน  แก๊งมอเตอร์ไซค์ซิ่ง นักเรียนตีกัน ถูกจี้ ถูกปล้น ถูกโกง ถูกหมิ่นประมาท ถูกใส่ร้ายป้ายสีทางโซเชียลมีเดีย เจออุบัติเหตุทางถนน สร้างรีสอร์ทรุกเขตอุทยานฯลฯ ชาวบ้านจะเรียกหาตำรวจขอความช่วยเหลือหรือให้ระงับเหตุหรือดำเนินคดี ตำรวจจึงเสมือนที่พึ่งที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด

อีกด้านหนึ่งตำรวจในสายตาของประชาชนกลับเป็นที่น่ารังเกียจ เพราะสังคมรับรู้ว่าตำรวจส่วนหนึ่งรับสินบนจากบ่อนการพนัน ซ่องโสเภณี เจ้ามือหวยใต้ดิน ผับ บาร์ อาบอบนวด รถบรรทุก รถตู้ วินจักรยานยนต์ พ่อค้ายาเสพติด มิหนำซ้ำยังกินกันเองจากระบบส่วยที่ชั้นผู้น้อยต้องเซ่นชั้นผู้ใหญ่ การเรียกรับเงินค่าวิ่งเต้นแต่งตั้งโยกย้าย ร้ายไปกว่านั้นตำรวจบางคนยังทำตัวเป็นโจรในเครื่องแบบ เจตนารีดไถแรงงานต่างด้าว ค้ายาเสพติด มือปืนรับจ้าง หรืออุ้มฆ่าที่ปรากฏเป็นข่าว และที่ประชาชนเจ็บช้ำใจก็คือตำรวจที่กินเงินเดือนจากภาษีแต่ทำงานแบบเลือกปฏิบัติสองมาตรฐาน  คนรวยทำผิดไม่ติดคุก คนจนแค่หายใจแรงก็ผิดแล้ว

ตำรวจดีก็เยอะ ตำรวจเลวก็แยะในจำนวน 2.2 แสนคนทั่วประเทศ ทั้งผดุงความยุติธรรมและบิดเบือนความยุติธรรม  ตำรวจกลายเป็นผู้มีอิทธิพลในเครื่องแบบ ค้าสำนวนคดี กลั่นแกล้งยัดข้อหา ผู้บริสุทธิ์จำนวนไม่น้อยที่กลายเป็น “แพะ”

การแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) จำนวน 36 คน ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด นั่งเป็นประธาน ทำหน้าที่ตามแนวทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มอบหมาย 3 ข้อ คือ 1.โครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2.อำนาจในการสอบสวน 3.การแต่งตั้งโยกย้าย ด้วยสูตร 2-3-4 หรือภายในกรอบเวลา 9 เดือน บางคนว่าเป็นเวลาที่สั้นมากกับการทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้  แต่คนวงในสีกากีกลับบอกว่าเหลือเฟือเพราะคุยกันมาเป็น 10 ปีแล้ว และยุคนี้มีอำนาจพิเศษ ม.44 ที่เซ็นชื่อหัวหน้า คสช.ก็บังเกิดผลทันที

บางเรื่องที่บอกว่าทำได้ทันทีก็เช่น การโอนหน่วยตำรวจ 9 หน่วย ที่มีส่วนราชการอื่นรับผิดชอบตามกฎหมายให้ไปอยู่ในสังกัด ได้แก่ ตำรวจจราจร ตำรวจทางหลวง ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจน้ำ ตำรวจรถไฟ ตำรวจป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ ตำรวจคุ้มครองผู้บริโภค ตำรวจป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติเคยมีมติไว้แล้ว และคณะรัฐมนตรีก็เคยมีมติเห็นชอบไว้ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2558

“งานสอบสวน” ค่อนข้างชัดเจนว่าต้องแยกออกมาเป็นอิสระประชาชนจึงจะได้รับความยุติธรรม เพราะที่ผ่านมาตำรวจถือปืนและกฎหมาย ทั้งกล่าวหา จับกุม สอบสวน สืบสวน ทำสำนวนอ่อนหรือแข็งได้  ทำขาวเป็นดำ ทำดำเป็นขาวได้ ไม่มีเสียงปฏิเสธว่าต้องแยกออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บางคนเสนอให้ตั้งสำนักงานสอบสวนกลาง สังกัดกระทรวงยุติธรรม บ้างก็ว่าควรแยกเป็นอิสระเพื่อป้องกันการเมืองแทรกแซง

อีกประเด็นคือเพื่อลดการวิ่งเต้นโยกย้ายก็ควรกระจายอำนาจตำรวจระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น ให้ตำรวจท้องถิ่นขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัด สนับสนุนให้งานปกครองกับงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในระดับท้อนถิ่น

ประชาชนส่วนใหญ่คงไม่สงสัยว่าตำรวจไทยมีไว้ทำไม? อย่างที่เคยมีการตั้งคำถามก่อนหน้านี้ เพราะบ้านเมืองยังต้องการตำรวจน้ำดีไว้คุมกฎหมาย แต่การปฏิรูปตำรวจครั้งนี้ต้องมีคำตอบให้ชัดเจนว่าเมื่อทำไปแล้วประชาชนได้อะไร? ไม่ใช่ว่าตำรวจได้อะไร ประชาชนไม่สนใจว่าจะยุบสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ จะย้ายกลับไปสังกัดกระทรวงมหาดไทยเหมือนเดิม จะไปสังกัดกระทรวงยุติธรรมให้ดูดีขึ้น หรือจะสังกัดกองทัพไปเลยให้รู้แล้วรู้รอดเลย

แต่ถึงที่สุดประชาชนเพียงต้องการรู้ว่า ตำรวจไทยจะเอื้ออำนวยความยุติธรรมต่อสังคมอย่างไร คนจนกับคนรวยจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันหรือไม่ ?

Comments

comments