สางทุจริตการท่าเรือ ปมร้อนบอร์ดชุดใหม่

หากไม่พลิกโผคาดว่าในเร็วๆ นี้จะมีการนำเสนอคณะกรรมการ(บอร์ด) การท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) ชุดใหม่แทนชุดเดิมที่มี พล.ร.อ.อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ เป็นประธานซึ่งครบวาระไปแล้ว โดยตามโผรายชื่อที่ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นำเสนอประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(คนร.) หากไม่พลิกโผจะประกอบไปด้วย นายสุรงค์ บูลกุล ประธานกรรมการ ส่วนกรรมการประกอบไปด้วย พล.ร.อ.ชัยณรงค์ เจริญรักษ์ นางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล (ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ), นายจำเริญ โพธิยอด (ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง), นายกฤชเทพ สิมลี, นายจุฬา สุขมานพ (ผู้แทนกระทรวงคมนาคม), นายฐิติพงศ์ นันทาภิวัฒน์, นายประเวศ อรรถศุภผล, นางปรารถนา มงคลกุล (ผู้แทนภาคเอกชน) และนางชนัญญารักษ์ เพ็ชรรัตน์

โดยหน้าที่และบทบาทบอร์ด กทท. ชุดใหม่ที่รอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมนำเสนอจะเข้าไปกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาการท่าเรือแห่งประเทศไทย เพื่อสนองนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล จะทำได้ดีหรือจะเป็นการก่อปัญหาในช่วงบอร์ดที่แต่งตั้งโดยรัฐบาล คสช. ในช่วงที่ผ่านมาอีกหรือไม่ยังมีลุ้นเพราะแดนสนธยาอย่างการท่าเรือล้วนมีผลประโยชน์ไปทุกตารางนิ้ว โดยเฉพาะแผนการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ยังรอการนำเสนอเพื่อพิจารณาอีกหลายโครงการ

สั่งล้างบางเจ้าหน้าที่บอร์ดชุดเก่า

แต่ปมที่น่าติดตามยิ่งกว่านั้น คือการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ กทท. ที่ได้รับการตรวจสอบข้อเท็จจริงในครั้งบอร์ดชุดเก่า ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บริหารชุดใหม่และบอร์ดชุดใหม่จะสั่งเดินหน้าอย่างไร ปรากฎว่าล่าสุดนับตั้งแต่ ร.ต.ทรงธรรม จันทร์ประสิทธิ์ ผู้อำนวยการท่าเรือกรุงเทพขึ้นมารักษาการผู้อำนวยการ กทท. ได้ไม่กี่วัน ก็ได้เซ็นล้างบางเจ้าหน้าที่ของบอร์ดชุดเก่าออกไปนั่งตบยุงลอยอ้างว้างทันที พร้อมกับดันหน้าห้อง ร.ท.กมลศักดิ์ พรหมประยูร และปรับจากระดับ 12 ขึ้นไปนั่งระดับ 13 ทำหน้าที่แทนทันที เนื่องจากเจ้าหน้าที่คนเดิมทำหน้าที่เก็บความลับของบอร์ดชุดเดิมมากไปหน่อยแบบว่าไม่มีแพร่งพรายให้ผู้บริหาร กทท. ได้รับทราบเลยนั้น จึงต้องส่งคนในให้มากุมความลับของบอร์ดชุดใหม่แทนจะดีกว่า

นับเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารที่ส่งไปจาก คสช. เพื่อเข้าไปขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ให้รัฐบาล แต่ดูเหมือนว่าจะเข้าไปแตะแหล่งผลประโยชน์ใหญ่ของคนบางกลุ่ม จึงได้รับการต่อต้านอย่างหนักจนอาจดูเหมือนเป็นปมขัดแย้งลุกลาม และไม่มีวันจบสิ้นหากยังไม่ล้างบางให้หมดในยุค คสช. นี้

โดยเฉพาะหลายคนหลายดีล้วนมีผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ของ กทท. หลายระดับ ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียเข้าไปพัวพันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการลักลอบขุดทรายที่ท่าเรือแหลมฉบัง โครงการที่สำนักข่าวอิศราให้รายละเอียดกรณีการขนสินค้า 52 ล้านบาท ในโครงการจ้างเหมาดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างบริการยกขนและเคลื่อนย้ายตู้สินค้าหรือลงทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตลอดจนปมความผิด 3-4 ข้อ ที่ปรากฎตามสื่อไปช่วงก่อนนี้จนหลายคนเข้าใจว่าเป็นปมสำคัญที่มีส่วนให้ ร.อ.สุทธินันท์ หัตถวงษ์ อดีตผู้อำนวยการ กทท. ต้องยื่นใบลาออกจากตำแหน่งไปแบบสายฟ้าแลบ

มีลุ้นผ่าปมร้อนรายการใหม่

ล่าสุดยังมีปมส่อแววทุจริตตามมาไม่จบสิ้นที่ล้วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้บริหาร กทท. แม้กระทั่งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจกทท. ที่หลายคนคาดหวังกันว่าจะเป็นผู้ตรวจสอบการทำหน้าที่คณะกรรมการและผู้บริหาร กทท. แต่กลับส่อแววว่าจะเข้าไปมีผลประโยชน์ในโครงการดังกล่าวนี้เสียเอง

นั่นคือโครงการเช่าพื้นที่บริเวณคลังสินค้าผ่านแดนเดิม ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้เรียกได้ว่าเป็นขุมทรัพย์ของสหภาพก็คงจะไม่ใช่ข้อมูลที่ผิดพลาด มีรายรับเกิดขึ้นเดือนละ 1.8 แสนบาท ที่อดีต ผอ.กทท. เซ็นยกเลิกการใช้พื้นที่ไปตั้งแต่ 15 มิถุนายน ก่อนที่อดีต ผอ. คนดังกล่าวจะยื่นใบลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่านมานี่เอง

ปมพิรุจและน่าสงสัยคือเพิ่งมาติดประกาศเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา กรณีนี้ใครจะให้คำตอบว่าทำไมล่าช้า คำถามเหล่านี้พุ่งเป้าไปที่สหภาพ กทท. และบอร์ดชุดเก่า ว่ามีผลประโยชน์หรือไม่ จึงไม่ให้สหภาพติดประกาศการยกเลิกพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้นจึงมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ว่าครั้งนี้บอร์ดล่อผลประโยชน์พันล้านบาท แต่สหภาพ กทท. รับเนาะๆ แค่เดือนละ 1.8 แสนบาท ผ่านบริษัทนอมินีของสหภาพ กทท. ที่เข้ามารับทำหน้าที่บริหารจัดการพื้นที่เช่าดังกล่าว

ทุกขลาภหรือตราบาปผู้ค้าโดนไล่ที่

โครงการนี้แม้วัตถุประสงค์จะเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ค้าที่โดน กทม. ในยุค คสช. บริหารประเทศจัดระเบียบทางเท้าไล่ที่ที่ทำการค้าขายบริเวณสะพานพุทธ มาค้าขายในสถานที่แห่งนี้พร้อมโปรโมชั่นในช่วงนั้น คือเช่าฟรีเดือนละ 2 หมื่น แต่ขอฟรีค่าเช่า 6 เดือน เก็บล่วงหน้าบริษัทนอมินีมาแล้ว 3.5 แสนบาท ผ่านนายหน้านามว่า “เจ้ตุ๊ก” ที่เช่ามาจากนอมินีดังกล่าวเสียค่าเช่า 1.7 แสน/เดือน

โครงการนี้สหภาพ กทท. ได้รับเงิน 15 เดือน คิดเป็นเงินแล้วประมาณ 3 ล้านบาท อีกทั้งนอมินียังไปเก็บค่าเช่าอีก 100 ร้านค้าเข้ากระเป๋าตนเอง โดยอ้างเป็นโค้วต้าของสหภาพ กทท. ในจำนวน 100 ร้านค้าดังกล่าว ทั้งนี้ตลาดแห่งนี้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ 26 ธันวาคม 2559 รวมระยะเวลา 8 เดือนรายได้เข้ากระเป๋าใคร หายไปไหน ปลิวไปกับอดีต ผอ.คนเดิม หรือจะเป็นประเด็นร้อนของการวิวาทะระหว่างผู้บริหาร กทท. ชุดใหม่กับสหภาพ กทท. ที่มีนายราเชน หรั่งมะเริง ทำหน้าที่ประธานสหภาพ กทท. คนปัจจุบันหรือไม่

มีลุ้นให้บอร์ด กทท. และผู้บริหารกระทรวงคมนาคมเข้าไปตรวจสอบปมร้อนเหล่านี้ได้อีกยาวอย่างแน่นอน

Comments

comments