หุ้นสัปดาห์นี้เลือกเก็งกำไรรายตัว

ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้มาลุ้นกันว่าดัชนีจะวิ่งไปทางไหน บริษัทหลักทรัพย์(บล.) กสิกรไทย ให้แนวรับที่ 1,565 และ 1,555 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,590 และ 1,600 จุด ตามลำดับ

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การประกาศงบการเงินของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) สำหรับไตรมาส 2/2560 ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญ ได้แก่ ดัชนีการผลิตของเฟดฟิลาเดเฟียเดือนกรกฏาคมและจำนวนบ้านใหม่ที่กำลังก่อสร้างและที่จะก่อสร้างเดือนมิถุนายน ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ อาทิ ประกาศของธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่น และ CPI ของสหราชอาณาจักร

จับตางบกลุ่มแบงก์อาจกดดัชนี

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินสำหรับสัปดาห์นี้ดัชนีมีแนวโน้มเป็นบวก ให้กรอบการลงทุนที่แนวรับ 1,570 จุด แนวต้าน 1,585 จุด โดยมีโอกาสสูงมากที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นทดสอบที่แนวต้านดังกล่าว จากปัจจัยนโยบายทางด้านการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) มีแนวโน้มที่คลี่คลายลง ทำให้คาดว่าจะมีกระแสเงินทุนกลับเข้ามายังตลาดหุ้นเกิดใหม่

อย่างไรก็ตามในสัปดาห์หุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีประเด็นด้านลบจากการตั้งสำรองหนี้ EARTH จะเริ่มทยอยประกาศผลการดำเนินงานออกมาน่าจะกดดันดัชนีในระดับหนึ่ง แต่คาดว่าโดยรวมดัชนีจะยังเป็นบวกอยู่

สำหรับกลยุทธ์มีโอกาสที่หุ้นจะปรับตัวขึ้นแตะแนวต้านที่ 1,585 จุด แต่เชื่อว่าจะไม่สามารถผ่านแนวต้านได้ในครั้งเดียว จึงแนะเลือกเก็งกำไรหุ้นเป็นรายตัวในกลุ่มที่มีผลประกอบการแนะนำหุ้นในกลุ่มรับเหมา และหุ้นอื่นๆ เช่น JWD และ LH

กองทุนส่องหุ้นครึ่งปีหลัง

นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กล่าวว่า ทิศทางการลงทุนช่วงครึ่งปีหลังน่าจะเห็นบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ดีขึ้น โดยภาวะตลาดหุ้นไทยในขณะนี้เป็นช่วงที่เหมาะสมที่จะเริ่มทยอยซื้อสะสม เนื่องจากประเมินว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่เติบโตได้ต่อเนื่อง จากปัจจัยด้านการลงทุนของภาครัฐ รายได้เกษตรกรที่ฟื้นตัว การส่งออกที่น่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

กลยุทธ์แนะ ”เก็งกำไร”

นายรณกฤต สารินวงศ์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เออีซี กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 3  มีโอกาสที่จะปรับไปแตะระดับ 1,641 จุดได้ แม้ว่าจะยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด เป็นครั้งที่สองในปีนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ระดับ 1.25% โดยยังมีเป้าหมายในการขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคาดว่าภายในปีนี้จะอยู่ที่ 1.50% แม้ว่าทุกอย่างจะมีแผนกำหนดการไว้แล้ว แต่การขึ้นดอกเบี้ยนี้จะกดดันเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในการกระจายการลงทุนมายังภูมิภาคได้

นอกจากนี้เมื่อประเมินโดยเปรียบเทียบตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยใช้อัตราการขยายตัวของกำไรต่อหุ้นทั้งของปี 2560-2561 พบว่าตลาดหุ้นไทยมีอัตราการขยายตัวที่ระดับ 14.8% อยู่ในลำดับที่ 9 จาก 12 อันดับ ซึ่งถือว่าการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนของไทยต่ำกว่าส่วนใหญ่ในภูมิภาค  และเมื่อรวมอัตราตอบแทนเงินปันผล 2 ปีเข้าด้วยกัน ตลาดหุ้นไทยจะมีผลตอบแทนรวมที่ 6.15% อยู่ในลำดับ 7 จาก 12 อันดับ ถือว่ามีผลตอบแทนจูงใจปานกลาง

ดังนั้น จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเน้นการเก็งกำไร จนกระทั่งตลาดให้ผลตอบแทนสูงกว่านี้จึงค่อยเริ่มเข้าลงทุนจริงจังครั้งใหม่ โดยแนะนำหุ้นเด่นในไตรมาส 3 อาทิหุ้น BCH ราคาเป้าหมาย 16.00 บาท ซึ่งเป็นหุ้นโรงพยาบาลเอกชนที่มีผู้ประกันตนราว 7.8 แสนคน สูงสุดในไทย

Comments

comments