หุ้นไทยเดือนก.ย.แนะถือเงินสด หากลงทุนต้องเฟ้นรายตัว

ตลาดหุ้นไทยส่งท้ายเดือนสิงหาคม ดัชนีพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 1,626.22 จุด ในช่วงกลางสัปดาห์ หรือสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2556 จากแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ โดยมีปัจจัยหนุนจากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ประกอบกับมีแรงซื้อในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน

หุ้นไทยเดือนก.ย.1,570-1,640 จุด

มาดูทิศทางหุ้นไทยเดือนกันยายน ว่าจะไปต่อหรือย่อตัวหลังวิ่งชนเป้าหมายของปีที่ 1,620 จุด ซึ่งนักวิเคราะห์หลายค่ายคาดการณ์ไว้

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ ประเมินทิศทางดัชนีหุ้นไทยในเดือนกันยายนว่าจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 1,570-1,640 จุด แม้ว่าดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นเกินระดับ 1,600 จุด แต่มองเป็นระดับที่เปราะบาง เนื่องจากสูงเกินกว่าระดับที่กำไรของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) จะรองรับ จนทำให้ความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น

อย่างไรก็ตามมองว่าดัชนีมีโอกาสยืนเหนือระดับ 1,590 จุดได้ในระยะสั้น จากโมเมนตัมทางจิตวิทยาเชิงบวกที่เกิดขึ้น รวมถึงการที่ดัชนียังคงปรับตัวขึ้นน้อยกว่าภูมิภาคในปีนี้

เกาะติดปัจจัยนอกเขย่าหุ้น

ปัจจัยที่ต้องจับตาในเดือนกันยายน บล.ทรีนิตี้ มองว่าจะประกอบด้วยการปรับลดประมาณการกำไร (EPS) ของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) โดยเฉพาะกลุ่มที่อิงกับอุปสงค์ภายในประเทศ เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ สื่อและสิ่งพิมพ์ ว่าจะมีสัญญาณหยุดแล้วหรือไม่ หากยังไม่หยุด มองว่าจะเป็นปัจจัยจำกัดการปรับตัวขึ้นของดัชนีที่สำคัญ

ล่าสุดประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS)  ปี 2560 และ 2561 ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ อยู่ที่ระดับ 100.5 และ 111.0 บาท ตามลำดับ เทียบเคียงเป็นระดับอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พี/อี เรโช) ที่ 16.1 และ 14.6 เท่าตามลำดับ ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สูงแล้วเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว

ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ต้องจับตา คือ ตัวเลขภาคการผลิตทั่วโลกประจำเดือนสิงหาคมของประเทศสำคัญ อาทิ จีน ยุโรป สหรัฐฯ หากยังอยู่ในเกณฑ์ดี ประเมินจะเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อราคาโภคภัณฑ์ในกลุ่มโลหะอุตสาหกรรม ตลาดหุ้นเกิดใหม่ และราคาหุ้นในกลุ่มวงจรเศรษฐกิจ เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี และเดินเรือ ซึ่งล่าสุด ประเทศจีนได้รายงานตัวเลขดังกล่าวออกมาแล้ว พบว่าดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และถือเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกันที่อยู่ในระดับขยายตัว

ปัจจัยถัดไป ได้แก่ การประชุมของธนาคารกลางสำคัญทั่วโลก ทั้งการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 7 กันยายน ซึ่งตลาดคาดว่าอาจมีการให้รายละเอียดเกี่ยวกับแผนการลดวงเงินคิวอี ในช่วงถัดไป การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 19-20 กันยายน ซึ่งตลาดมองว่ามีโอกาสที่จะเริ่มต้นกระบวนการลดขนาดงบดุลแต่ยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย (กนง.) ในวันที่ 27 กันยายนนั้น คาดว่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.5% ต่อไป

นอกจากนั้นต้องติดตามพัฒนาการทางด้านการเมืองสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าใกล้การประชุมสภาฯนัดสำคัญ ทั้งการอนุมัติแผนงบประมาณประจำปี การพิจารณาเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ และการอนุมัติแผนปฏิรูปภาษี หากยังคงมีความวุ่นวายเกิดขึ้น มองจะเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และทำให้สกุลเงินเกิดใหม่ปรับตัวแข็งค่าต่อไป แต่หากผ่านพ้นไปได้ด้วยดี จะเป็นปัจจัยบวกต่อเงินดอลลาร์ฯที่สำคัญ

ปัจจัยสุดท้ายได้แก่ปัจจัยรบกวนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ นั่นก็คือข้อพิพาทระหว่างเกาหลีเหนือและชาติตะวันตกเกี่ยวกับประเด็นการทดสอบขีปนาวุธ รวมถึงการก่อการร้าย ที่อาจทำให้นักลงทุนมีการโยกย้ายเม็ดเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น

แนะลดพอร์ตถือเงินสด

กลยุทธ์การลงทุนในเดือนกันยายน บล.ทรินิตี้ แนะนำลดพอร์ตการลงทุนหลังจากที่ดัชนีปรับตัวสูงขึ้นชนเป้าหมายของปีนี้ที่ 1,620 จุด โดยควรหันมาถือเงินสดมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนระยะยาว อย่างไรก็ดีหากจำเป็นต้องลงทุน อาจต้องเลือกหุ้นพื้นฐานดีที่ราคายังปรับตัวขึ้นไม่มากหรือปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มส่งออกถือเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ เนื่องจากราคาหุ้นช่วงที่ผ่านมาสะท้อนประเด็นเงินบาทแข็งค่าไปพอสมควรแล้ว และที่สำคัญ นักลงทุนทั่วโลกกำลังชะล่าใจต่อการประชุมเฟดที่กำลังจะเกิดขึ้น สะท้อนจากความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมที่ตอนนี้อยู่เพียง 33% เท่านั้น

สำหรับหุ้นส่งออกที่น่าสนใจในเดือนกันยายนประกอบด้วย CPF (ราคาเป้าหมาย 28 บาท), HANA (ราคาเป้าหมาย 50 บาท), และ TU (ราคาเป้าหมาย 24 บาท) โดยหากย้อนดูผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วงเดือนกันยายน 5 ปีหลังสุด พบว่าทั้ง 3 บริษัทนี้ให้ผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์อีกดีด้วย

ใช้กลยุทธ์เลือกหุ้นรายตัว

บล.ทิสโก้ แนะนำนักลงทุนให้ใช้กลยุทธ์เลือกซื้อเป็นรายตัว (Selective Buy) ในหุ้นที่มีองค์ประกอบครบทั้ง 3 ข้อดังนี้ ข้อแรก เป็นหุ้นที่มีแนวโน้มงบไตรมาส 3 ออกมาดี  ข้อ 2 การประเมินมูลค่าหุ้นถูก และข้อ 3 ราคายังขึ้นน้อย

หุ้นเด่นที่แนะนำในเดือนกันยายน คือ ANAN, BANPU, CK, RJH, ROJNA, TCAP และ TPIPP ทั้งนี้ BANPU, CK, TCAP, TPIPP ยังมีข่าวดีเรื่องการประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล

ด้านแนวรับและแนวต้านสำคัญของดัชนีหุ้นไทยเดือนนี้ บล.ทิสโก้ มองว่าจะอยู่ที่ระดับ 1600, 1590 และ 1650, 1670 จุด ตามลำดับ

Comments

comments