เหตุผลที่เศรษฐีไทย ยังสนใจอสังหาฯ “ลอนดอน”

ในภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยฝืดเคืองเช่นนี้ แถมกฎหมายเกี่ยวกับภาษีต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีลาภลอย ฯลฯ ก็ยังไม่มีความชัดเจน แถมถ้าออกมาแล้วก็อาจจะกระทบนักลงทุนผู้ที่มีเงินเย็นในกระเป๋า
จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่นักลงทุนเหล่านี้จะมองหาแหล่งลงทุนใหม่ และ “กรุงลอนดอน” ประเทศอังกฤษ ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่จะย้ายเงินลงทุน

แต่ด้วยเหตุผลกลใดที่ทำให้เหล่านักลงทุนหมายตาเมืองหลวงของผู้ดีอังกฤษแห่งนี้ เป็นพื้นที่เพิ่มพูนรายได้ในกระเป๋าทั้งๆที่บางคนว่าอังกฤษวันนี้ไม่สดใสเหมือนเก่า โดยจากการรวบรวมข้อมูลจากบรรดาตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ที่มีความช่ำชองด้านอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอน ไม่ว่าจะเป็น คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล, เจแอลแอล ,ไนท์แฟรงค์
ก็พอสรุปและฉายภาพลำดับเหตุการณ์ความคึกคักของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนกับนักลงทุนไทยได้ดังนี้

นับตั้งแต่ช่วง Brexit (เบร็กซิท) หรือหลังจากการลงประชามติ เพื่อถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ในช่วงกลางปี 2559 เป็นต้นมา ค่าเงินปอนด์อังกฤษก็อ่อนค่าลง โดยลดลงไป 10 – 15% จากช่วงไม่กี่วันก่อนที่จะประกาศผลประชามติ

กระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่ดีดตัวกลับขึ้นมา เรียกว่าลดลงมาเกือบหนึ่งเท่าจากเมื่อช่วงก่อนหน้าที่จะเกิด Brexit ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศอังกฤษและประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรปยังไม่ฟื้นตัวตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศอังกฤษจึงจำเป็นต้องปรับตัวและมองหากลุ่มผู้ซื้อใหม่ๆ มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของคนในเอเซียที่เริ่มมองหาการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศมากขึ้น

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้นายหน้าทั้งในประเทศอังกฤษเองและนายหน้าต่างประเทศที่มีเครือข่ายอยู่ในต่างประเทศรวมไปถึงผู้ประกอบการในประเทศอังกฤษ จำเป็นต้องออกมาทำการตลาดนอกประเทศมากขึ้นแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการทำแบบนี้ต่อเนื่องอยู่แล้ว เพียงแต่ระยะหลังนี้เริ่มเข้มข้นและจริงจังมากขึ้น

โดยสังเกตได้จากมีนายหน้าทั้งไทยและต่างประเทศ จัดงานเพื่อโปรโมทโครงการหรือแนะนำตัวผู้ประกอบการและโครงการต่างๆ มากขึ้นในประเทศไทยและผลตอบรับค่อนข้างดีเป็นที่น่าพอใจ แม้ว่าคนที่ตัดสินใจซื้ออาจจะใช้เวลาในการพิจารณานานสักหน่อยเพราะว่าโครงการอยู่ที่ประเทศอังกฤษการจะตัดสินใจจากกระดาษหรือว่าวีดีโอที่เห็นในงานอย่างเดียวไม่ได้

คนที่สนใจอาจจะต้องให้ลูกหลานหรือญาติที่อยู่ในประเทศอังกฤษช่วยพิจารณาอีกทาง รวมถึงการเดินทางไปสำรวจด้วยตนเอง และคงไม่ใช่จะไปเมื่อไหร่ก็ได้ ขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการเดินทางนั้นสูงมาก แม้ว่าผู้ประกอบการบางราย อาจจะมีข้อเสนอว่าออกค่าเดินทางและค่าที่พักให้เมื่อตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้วก็ตาม เพราะการจะเสียเงินจำนวนไม่น้อย ก่อนจะเห็นโครงการจริงๆ นั้นเป็นเรื่องทำใจยาก

สาเหตุที่คนไทยสนใจจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศอังกฤษมากขึ้นนั้น นอกเหนือจากเรื่องของค่าเงินที่ลดลงไปค่อนข้างมากแล้ว ยังเป็นเรื่องที่คนไทยที่มีรายได้สูงหลายครอบครัวนิยมส่งบุตรหลานตนเองไปศึกษาในระดับไฮสคูล
ปริญญาตรีหรือสูงกว่านั้นและหลายครอบครัวไม่ได้ส่งไปแค่คนเดียว

ดังนั้น พวกเขามองว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้าน หรือคอนโดมิเนียมที่นั่นซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่บุตรหลานพวกเขาไปศึกษาอยู่เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะจะอย่างไรก็ตามมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในประเทศอังกฤษยังคงปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในลอนดอนมีพื้นที่มีจำกัด การพัฒนาโครงการใหม่จึงทำได้ยาก
อีกทั้งราคาขายก็มีแต่จะสูงขึ้นต่อเนื่อง

เมื่อบุตรหลานเรียนจบ พวกเขายังสามารถปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้ให้กับนักศึกษาใหม่ จากต่างประเทศได้อีกด้วยเพราะจำนวนนักศึกษาต่างประเทศหรือนักศึกษาที่มาจากประเทศนอกสหภาพยุโรปในประเทศอังกฤษนั้นค่อนข้างสูงอยู่ที่ประมาณ 208,500 คนโดยส่วนใหญ่มาจากประเทศในทวีปเอเซีย

หรือพวกเขาอาจจะมองว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศอังกฤษเป็นการลงทุนในระยะยาว เพราะค่าเงินปอนด์ที่ต่ำลงค่อนข้างมากในช่วงนี้ ซึ่งเมื่อค่าเงินปอนด์ปรับขึ้นมาในระดับเดิมในอนาคตพวกเขาจะได้กำไรค่อนข้างมากทันที เมื่อขายอสังหาริมทรัพย์ออกไป

หลังจากเหตุการณ์ Brexit พบว่า มีนักลงทุนชาวไทยสนใจไปลงทุนในลอนดอนเพิ่มขึ้นถึง 50% เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสด้านค่าเงินที่ทำให้ใช้เงินลงทุนต่ำลงและมีโอกาสที่ค่าเงินปอนด์จะสูงขึ้นในอนาคตประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศไทยค่อนข้างชะลอตัว จึงมองหาการลงทุนในต่างประเทศ

ทั้งนี้ ได้มีการคาดการณ์กันว่า ทางฝั่งตะวันออกของลอนดอน จะมีการเติบโตด้านราคาสูงสุด เนื่องจากรถไฟ Crossrail ที่กำลังก่อสร้างและเตรียมเปิดใช้ในปี 2019 นั้น จะพัฒนาการเดินทางในฝั่งตะวันออกให้สะดวกสบายขึ้น อีกทั้งในฝั่งตะวันออกยังเป็นย่านเมืองใหม่ที่พัฒนาได้อีกมาก

ปัจจุบันมีการก่อสร้างอาคารสำนักงานตอบรับโครงข่าย Crossrail หลายโครงการ ส่วน Central London West ที่คนไทยคุ้นเคย เนื่องจากเป็นย่านเมืองเก่าและแหล่งท่องเที่ยวนั้น ยังเติบโตได้และมีเสถียรภาพในการเลือกลงทุน

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในการลงทุนยังคงต้องจับตาปัจจัย 3 ประการ คือ
1.ค่าเงินปอนด์
2.ข้อตกลงหลังจากแยกตัวออกจาก EU
3.นโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจกระทบกับตลาดอสังหาฯ ในลอนดอนได้ ดังนั้นหากจะลงทุนก็ต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด

Comments

comments