แจกบัตรคนจน เพราะรวยกระจุก จนกระจาย

ธนาคารโลกเพิ่งปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้จากเดิมGDP 3.2% เป็น 3.5% และคาดการณ์ปี 2561 ไว้ว่าจะเติบโตในระดับ 3.6% ด้วยเหตุผลสำคัญว่าภาคการส่งออกดีขึ้น ภาคการเกษตรฟื้นตัว อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยบูมเป็นพระเอกติดอันดับโลก

ขณะที่ต่างประเทศแสดงความเชื่อมั่น  แต่ข้อเท็จจริงคนในประเทศกลับไม่มั่นใจต่ออนาคต  เพราะนอกจากการลงทุนของตระกูลมหาเศรษฐีหน้าเดิมๆ  หรือกลุ่มธุรกิจที่หากินกับโครงการประชารัฐของรัฐบาลที่โหมประชาสัมพันธ์สร้างภาพอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแล้ว  การลงทุนใหม่ๆของภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศก็ยังไม่ปรากฎชัดเจน  โดยเฉพาะในโครงการที่รัฐบาลพยายามปั้นแล้วปั้นอีก แจกสิทธิพิเศษสารพัด เช่นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ปรากฏแต่ข่าวที่รัฐบาลบอกว่ามีผู้สนใจจะลงทุน แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

ยิ่งไปกว่านั้นชาวบ้านทั่วไปยังพูดเหมือนที่พูดมาตลอด 3 ปีหลังจากรัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศว่า  นอกจากความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองที่เป็นผลงานอันยอดเยี่ยมจากการเข้าคุมเบ็ดเสร็จของทหารแล้ว ชาวบ้านยังคงรอ “ความสุข”ตามสัญญา เพราะทุกวันนี้มีแต่ “ความทุกข์” อันเนื่องมาจากความเหนื่อยยากในการทำมาหากิน  ผู้ประกอบการขาดความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจ บริษัทเอกชนชะลอการลงทุนและลดงบประมาณ ชนชั้นกลางและล่างมีทุกข์กับการครองชีพอันเนื่องมาจากรายรับน้อยรายจ่ายมาก คนที่รายรับไม่เพียงพอกับรายจ่ายก็มีทุกข์กับการผ่อนชำระหนี้ซึ่งมีทั้งในระบบและนอกระบบ

รัฐบาลอาจจะแสดงความเริงร่ากับภาพรวมเศรษฐกิจที่เติบโต แต่เพราะยังมีความย้อนแย้งทางการเมืองที่รัฐบาลยังไม่สามารถสร้างความปรองดองได้ตามที่ประกาศมาตลอด 3 ปี การแก้ปัญหาบ้านเมืองยังติดอยู่กับ “ตระกูลชินวัตร” และการสะสางคดีเก่า  ขณะที่การเลือกตั้งก็ถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆโดยมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเป็นธงนำให้คิดว่าใครจะครองอำนาจอย่างยาวนาน

เมื่อการเมืองไม่ชัดจึงส่งผลมายังเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ผลกำไรทางเศรษฐกิจวันนี้ตกอยู่ในกำมือของคนไม่กี่ตระกูลแต่ไม่ถูกกระจายลงมาคนระดับกลางและล่าง ข้อมูลชี้ชัดว่ากำลังซื้อในประเทศวันนี้มีปัญหา คำว่า “รวยกระจุก จนกระจาย” คือความจริง การบริโภคภายในประเทศนอกจากจะไม่ขยับตัวขึ้นแล้วทำท่าว่าจะหดตัวลงด้วย

ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานผลการสำรวจภาวะและแนวโน้มสินเชื่อของสถาบันการเงิน 54 แห่งว่า ทุกสถาบันการเงินยังเพิ่มความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นจากมุมมองความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่ยังมีอยู่ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจการเกษตร สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะสินเชื่อในกลุ่มเอสเอ็มอีที่เกรงว่าจะเอาตัวไม่รอดในสถานการณ์ปัจจุบัน

บัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย

วันที่ 21 กันยายน 2560 รัฐบาลคสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำหนดจะเริ่มแจก “บัตรคนจน” หรือที่ตั้งชื่อเป็นทางการว่า “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียบนไว้ทั่วประเทศและผ่านการตรวจสอบแล้ว 11.67 ล้านคน เพื่อนำไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น  วัตถุดิบเพื่อการเกษตรสินค้าเพื่อการศึกษา ค่ารถเมล์ รถบขส.รถไฟ รถไฟฟ้า ฯลฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 โดยรัฐบาลตั้งงบประมาณช่วยเหลือคนจนกับโครงการนี้ปีละ 4 หมื่นล้านบาท

ก่อนหน้านี้ที่เปิดลงทะเบียนคนจน มียอดลงทะเบียนทั่วประเทศ 14.1 ล้นคน คัดกรองแล้วเหลือ 11.67 ล้านคน  หรือเท่ากับ 17.70% ของประชากรทั้งประเทศ 65.93 ล้านคน  ซึ่งมีข้อสังเกตุว่า ปี 2557 มีคนจน 10.53% ของประชากรทั้วประเทศ ปี 2558 มีคนจนลดลงเหลือ 7.2% ของยอดประชากรทั้งประเทศหรือ 4.8 ล้านคน เท่ากับว่าช่วง 1 ปีครึ่งหรือ 18 เดือนมีคนจนเพิ่มขึ้นถึง 6.87 ล้านคนเชียวหรือ และช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560 คนจนจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร และที่ว่ามีคนระดับด็อกเตอร์และปริญญาโทมาลงทะเบียนคนจนด้วยนับพันคนก็อาจจะเรื่องจริงที่สะท้อนว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

แต่ก่อนที่จะแจกบัตรคนจน รัฐบาลกลับรีบปล่อย “ก๊าซหุงต้ม”ให้ลอยตัวราคา มีผลให้ก๊าซหุงต้มขนาดถังละ 15 กิโลกรัม ปรับราคาขึ้นอีกถังละ 10 บาท หรือถังละ 353 บาทไม่รวมค่าส่ง โดยรัฐบาลบอกว่าเอาบัตรคนจนมาเป็นส่วนลดได้

ราคาก๊าซหุงต้มที่ขยับขึ้นถังละ 10 บาทนี้ แค่เศษเงินที่รัฐบาลทั้งคณะและครอบครัวไม่เดือดร้อน สภานิติบัญญัติแห่งชาติและครอบครัวไม่เดือดร้อน  คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่เพิ่งตั้งกันขึ้นมาแม้จะกินแต่เบี้ยประชุมก็ไม่เดือดร้อน  แต่ที่จะได้รับผลกระทบทันทีโดยตรงก็คือคนทั่วไป ลูกจ้าง พนักงาน คนกินเงินเดือน ที่แม่ค้าพ่อค้าจะผลักภาระมายังอาหารการกิน ถ้าไม่ขึ้นราคาก็คงลดปริมาณลลงไปอีก

ชีวิตคนไทยวันนี้ช่างอยู่ยากยิ่งขึ้นจริงๆ

Comments

comments