พอที่จะเห็นความชัดเจนแล้วว่าการประมูลเมกะโปรเจ็กต์อย่างโครงการรถไฟทางคู่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) เฟสแรกจำนวน 7 เส้นทางบริษัทรับเหมารายไหนได้เส้นทางไปดำเนินการบ้าง โดย 2 เส้นทางแรกคือช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ที่กลุ่มซีเคซีเอชโดยบริษัท ช.การช่าง จำกัด(มหาชน) ของกลุ่มทุนเสี่ยปลิว ตรีวิศวเวทย์ นำทีมชนะการประมูล และช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ที่สัญญาที่ 1 บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) ของกลุ่มทุน “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล ชนะการประมูล และสัญญาที่ 2 บริษัทไร้ท์ทันเน็ลลิ่งชนะการประมูลช่วงงานอุโมงค์ลอดเขาพระพุทธฉาย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ก่อนที่จะทยอยให้บริการเป็นบางช่วงได้ในเร็วๆ นี้

สำหรับอีก 5 เส้นทางที่เหลือซึ่งมีวงเงินลงทุนกว่า 1.3 แสนล้านบาท นั้น ร.ฟ.ท. เร่งเปิดประมูลพร้อมเคาะราคาให้ได้ตัวผู้รับจ้างตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2560 เป็นต้นมา เบื้องต้นนั้นพบว่ามีบริษัทรับเหมาชั้นนำของไทยและต่างประเทศสนใจซื้อซองเอกสารประกวดราคามากถึง 63 ราย เนื่องจากโครงการดังกล่าวนี้คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ(ซุปเปอร์บอร์ด) ที่มีนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นประธาน ได้มีนโยบายให้แบ่งซอยสัญญาทั้ง 5 เส้นทางออกเป็น 13 สัญญา ซึ่งใน 10 สัญญายังพบว่าเป็นสัญญางานก่อสร้าง และอีก 3 สัญญาเป็นเรื่องของงานระบบอาณัติสัญญาณที่จะเร่งเปิดประมูลในปี 2561 คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท ส่วนเมื่อผลประมูลครบทั้ง 10 สัญญางานก่อสร้างและอีก 3 สัญญางานระบบปรากฎผลออกมาแล้วจะเป็นไปดั่งที่ซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้างหวังเอาไว้หรือไม่ ว่าจะแบ่งซอยงานให้รายกลางรายเล็กได้รับไปบ้างหรือไม่นั้นมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

รับเหมารายใหญ่ยังแบ่งเค้กประมูล

ประเดิมงานประมูลใน 5 เส้นทางเป็นโครงการช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 90 กิโลเมตร ซึ่งมีบริษัทรับเหมาสนใจซื้อซองจำนวน 38 ราย แต่มายื่นซองเหลือเพียง 13 รายนั้นบริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) ของกลุ่มทุนเสี่ยเปรมชัย กรรณสูตร ชนะการประมูลไปด้วยราคา 5,807 ล้านบาท จากราคากลาง 7,305 ล้านบาท ลดจากราคากลางมากกว่า 1,400 ล้านบาทหรือคิดเป็น 20.51% ซึ่งสร้างความฮือฮาและเป็นที่กังขาในวงการรับเหมาอีกครั้งในปีนี้

กลุ่มซิโน-ไทยฯ จองสายใต้

คิวต่อมาเป็นช่วงนครปฐม-หัวหิน ซึ่งมี 2 สัญญาโดยมีผู้สนใจซื้อซองเอกสารประกวดราคาจำนวน 34 รายและยื่นซองจำนวน 12 รายนั้นผลปรากฎว่าสัญญาที่ 1 (ช่วงนครปฐม-หนองปลาไหล) บริษัท เอ.เอส.แอสโซเอทเอนยิเนียริ่ง(1964) จำกัด ที่เคยร่วมกับบริษัทซิโน-ไทยฯ ยื่นประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว(เหนือ) ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ก็ชนะประมูลไปด้วยราคา 8,198 ล้านบาท จากราคากลาง 8,390 ล้านบาท (ต่ำกว่าราคากลาง 2.29%) ในส่วนสัญญาที่ 2 (ช่วงหนองปลาไหล-หัวหิน) มีผู้สนใจซื้อซองจำนวน 35 ราย แต่มายื่นซองเพียง 11 รายปรากฏว่าบริษัทซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) ชนะประมูลไปด้วยราคา 7,520 ล้านบาท จากราคากลาง 7,676 ล้านบาท (ต่ำกว่าราคากลาง 2.04%)

อิตาเลียนไทยจองเส้นทางสายอิสาน

โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือนอกเหนือจากจะมีช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่นอยู่ระหว่างการก่อสร้างแล้วยังมีเส้นทางช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ซึ่งมีจำนวน 3 สัญญาโดยสัญญาที่ 1 ช่วงมาบกะเบา-คลองขนานจิตร พบว่ามีผู้สนใจซื้อซองจำนวน 34 รายแต่มายื่นซองเพียง 10 รายปรากฎว่าบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) ที่มีขุมกำลังจากโรงงานการผลิตชิ้นส่วนอยู่ที่อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรีก็สามารถชนะประมูลไปด้วยราคา 7,560 ล้านบาท จากราคากลาง 7,721 ล้านบาท (ต่ำกว่าราคากลาง 2.09%) ส่วนสัญญาที่ 2 ช่วงคลองขนานจิตร- ชุมทางถนนจิระนั้นร.ฟ.ท.ได้ชะลอการประกวดราคาเพื่อไปปรับแก้ไขแบบก่อสร้างช่วงสถานีนครราชสีมาที่ประชาชนออกมาต่อต้านพร้อมเสนอให้ก่อสร้างเป็นสถานียกระดับเพื่อไม่ต้องการให้แบ่งแยกพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนจึงต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อขอเพิ่มงบประมาณต่อไป สำหรับสัญญาที่ 3 (งานอุโมงค์รถไฟ) มีผู้สนใจซื้อซองจำนวน 21 ราย แต่มีมายื่นเพียง 5 รายนั้นปรากฎว่าบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) คว้าประมูลได้อีกแล้วโดยเสนอราคาต่ำสุด 9,290 ล้านบาท จากราคากลาง 9,399 ล้านบาทซึ่งต่ำกว่าราคากลางอีกเช่นเคย

ยูนิคสะด๊วบลพบุรี-ปากน้ำโพทั้งเส้นทาง

ในส่วนเส้นทางลพบุรี-ปากน้ำโพ สัญญาที่ 2 ช่วงท่าแค-ปากน้ำโพ มีผู้สนใจซื้อซองไปจำนวน 36 รายและมีมายื่นเพียง 12 รายปรากฎว่า บริษัทยูนิค เอ็นยิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) ของกลุ่มทุนนายนที พานิชชีวะ ชนะประมูลด้วยราคา 8,649 ล้านบาท จากราคากลาง 8,813 ล้านบาท (ต่ำกว่าราคากลาง  1.86%) ส่วนสัญญาที่ 1 ช่วงบ้านกลับ-โคกกะเทียม(ทางรถไฟยกระดับ)  ที่มีผู้สนใจซื้อซองไปทั้งสิ้น 26 ราย แต่มายื่นซองเพียง 5 รายนั้นปรากฎว่า บริษัทยูนิค เอ็นยิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) ชนะการประมูล เสนอราคาต่ำสุด 10,050 ล้านบาท จากราคากลาง 10,147 ล้านบาทจึงต่ำกว่าราคากลางอีกเช่นกัน ปรากฎว่าเส้นทางนี้บริษัทยูนิค เอ็นยิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) รับงานก่อสร้างรายเดียวทั้งเส้นทางแบบไม่เปิดให้รายอื่นเข้ามาเบียดรับงานได้เลย

สายใต้แบ่งเค้กกันทั่วหน้า

เส้นทางช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร สัญญาที่ 1 ช่วงประจวบคีรีขันธ์-บางสะพานน้อย ซึ่งมีผู้สนใจซื้อซองไปจำนวน 35 ราย และมายื่นเพียง 12 รายนั้น ปรากฎว่ากลุ่ม KS-C Joint Venture(เคเอสร่วมค้า/ไชน่าเรลเวย์11) ซึ่งบริษัทจากจีนมีลุ้นเบียดประมูลมาหลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จก็สามารถทำได้สำเร็จในช่วงนี้โดยชนะประมูลเสนอราคาต่ำสุด 6,465 ล้านบาท จากราคากลาง 6,579 ล้านบาท (ต่ำกว่าราคากลาง 1.75%) และสัญญาที่ 2 ช่วงบางสะพานน้อย-ชุมพร ที่มีผู้สนใจซื้อซองจำนวน 34 ราย แต่มายื่นซองเพียง  12 รายนั้นปรากฎว่ากลุ่ม STTP Joint Venture (ที่มีบริษัทซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน)) นำทีมร่วมกับบริษัทไทยพีค่อน จำกัด เสนอราคาต่ำสุด5,992 ล้านบาทจากราคากลาง 6,071 ล้านบาท (ต่ำกว่าราคากลาง 1.31%)

โดยเฟสแรกนี้(ยกเว้นสัญญา 2 ในเส้นทางมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ) จะมีการลงนามสัญญาในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้และต้นเดือนตุลาคม 2560 บางส่วนซึ่งเฟสแรกจะผ่านพ้นไปแล้วแต่ก็ยังมีเฟสที่ 2 อีกจำนวน 9 เส้นทาง รวมมูลค่าการลงทุนอีกกว่า 4 แสนล้านบาทจึงนับเป็นโอกาสลุ้นรับงานของบริษัทรับเหมารายใหญ่ รายกลางและรายย่อยว่าจะเทหน้าตักสู้ประมูลกันเพื่อโกยงานในปี 2561 กันได้อีกกี่สัญญา ต้นปีหน้าค่อยมาลุ้นกันอีก

ทั้งนี้เมื่อวิเคราะห์จากที่บริษัทรับเหมาแต่ละรายได้รับงานจะเห็นว่ากลุ่มช.การช่างจำกัด(มหาชน) ได้รับงานเส้นทางชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น เพียงสัญญาเดียวซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 2.3 หมื่นล้านบาทนั้นก็เปิดทางให้บริษัทรับเหมารายกลางรายย่อยให้ได้รับงานประมูลสัญญาที่เหลือ แสดงสปิริตในฐานะรับเหมารายใหญ่ให้ได้เห็น ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้น่าจะพอมองเห็นภาพกันมานานแล้วกับการตั้งโต๊ะเจรจาของบริษัทรับเหมาต่างๆว่าใครจะได้เส้นทางไหนบ้างในเฟสแรกนี้ แล้วค่อยไปลุ้นกันใหม่ในเฟสที่ 2 ซึ่งหากมองในบางส่วนก็จะพบว่ารายไหนจะได้รับงานในส่วนต่อขยายนั้นๆในเฟสที่ 2 อีกด้วย

ประการสำคัญกรณีการชะลอสัญญาที่ 2 เส้นทางช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ออกไปก่อนนั้นยังไม่ควรมองข้ามว่าจะส่งผลกระทบใดบ้างตามมาอีกหรือไม่ อย่างไร แต่ที่น่าจะชัดเจนในเฟสแรกคือมองภาพเหมือนได้วางแผนบนโต๊ะเจรจาของบิ๊กรับเหมากันชัดเจนดังตารางที่แต่ละบิ๊กรับเหมาได้งานไปดำเนินการ

สิ่งสำคัญซุปเปอร์บอร์ดจะเห็นชอบให้ร.ฟ.ท.ดำเนินการในส่วนสัญญา 2 ต่อไปได้แล้วดึงงานในส่วนสถานีนครราชสีมาระยะ 5 กิโลเมตรนั้นไปดำเนินการออกแบบรายละเอียดเป็นการเฉพาะ เปิดประมูลก็จะพบว่างบประมาณจากราคากลางจะหายไปจากระบบอีกประมาณ 500 ล้านบาท ระหว่างดำเนินการ 48 เดือนนั้นการออกแบบรายละเอียดของช่วง 5 กิโลเมตรดังกล่าวที่เป็นปัญหาก็จะเคลียร์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ ครม.อนุมัติให้ดำเนินการ และ การประมูลหาผู้รับเหมาในช่วงนั้นก็จะแล้วเสร็จสอดคล้องกับช่วงการดำเนินการของสัญญาที่ 2 อย่างลงตัวพอดี

นั่นหมายความว่าทุกฝ่ายลงตัว คือ ชาวนครราขสีมาได้เส้นทางยกระดับตามที่ต้องการ ร.ฟ.ท. สามารถดำเนินการในช่วงดังกล่าวไปตามแผน แต่หากมีการล้มประมูลในเส้นทางและช่วงดังกล่าวจะเกิดผลกระทบต่อเนื่องขึ้นมาทันทีในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการสะดุดของเส้นทางช่วงคอขวดดังกล่าวส่งผลให้เกิดค่าสูญเสียโอกาสเป็นเงินจำนวนมาก สูญเสียค่าคาปาซิตี้อีก 100% ไม่ได้อีกเลย จึงต้องลุ้นซุปเปอร์บอร์ดชี้ชัดความชัดเจนกันอีกครั้ง

Comments

comments