บริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชนหนึ่งในบริษัทอาหารทะเลชั้นนำของโลก ฉลองครบรอบ 40 ปี และจัดนิทรรศการที่รอยัล พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา โดยนิทรรศการนี้ได้บอกเล่าประวัติและเรื่องราวความสำเร็จของบริษัทตลอดช่วงทศวรรษ ที่ผ่านมาให้ผู้เข้าชมได้รับทราบ โดยมีความยั่งยืนและนวัตกรรมเป็นหัวใจของการทำธุรกิจของไทยยูเนี่ยนในปัจจุบันและอนาคต

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยยูเนี่ยน

“40 ปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องราวที่น่าจดจำอย่างมากของบริษัทและเต็มไปด้วยความสำเร็จพวกเรามุ่งมั่นและมีบทบาทในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมนายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยยูเนี่ยน กล่าวนี่เป็นเรื่องจริงที่ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและพยายามของเราในเรื่องความยั่งยืนและนวัตกรรมเมื่อผมพูดถึงความสำเร็จเหล่านี้ผมมักนึกถึงสุภาษิตที่ว่า เราไม่ได้รับโลกนี้เป็นมรดกจากบรรพบุรุษแต่เราได้ยืมโลกนี้จากลูกหลานของเรา

ในส่วนของนโยบายความยั่งยืนของบริษัทที่เรียกว่า SeaChange® ที่มีการประกาศไปเมื่อปี 2559 นั้น ไทยยูเนี่ยน เล็งเห็นว่าเป็นความพยายามที่จะให้ครอบคลุมทุกส่วนของธุรกิจอาหารทะเลตั้งแต่การดูแลมหาสมุทรไปจนถึงการกำจัดขยะตลอดจนความรับผิดชอบที่บริษัทมีต่อแรงงานและการสร้างอนาคตที่สดใสให้กับผู้คนและสังคมที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่

การตรวจสอบย้อนกลับเป็นเรื่องหลักของนโยบายความยั่งยืนของเราดร.แดเรี่ยน แมคเบน ผู้อำนวยการกลุ่มการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยยูเนี่ยน กล่าวเมื่อพูดถึงความยั่งยืน

กุญแจสำคัญคือความสามารถในการที่จะตรวจสอบอาหารทะเลของเราตั้งแต่การจับปลาไปจนถึงการบริโภค และด้วยการตรวจสอบย้อนกลับในทุกขั้นตอนนี้ ไทยยูเนี่ยน สามารถที่จะระบุตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขในเรื่องเกี่ยวกับแรงงานและการจัดหาได้เป็นอย่างดี

เมื่อเดือนธันวาคม 2559 ไทยยูเนี่ยน ประกาศพันธกิจความยั่งยืนด้านปลาทูน่าเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย SeaChange® โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้วัตถุดิบปลาทูน่า 100% ที่ใช้ในทุกผลิตภัณฑ์ของบริษัทมาจากการจัดหาด้วยวิธีการเพื่อความยั่งยืนตามมาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการรับรองมาตรฐานสินค้าประมง (Marine Stewardship Council : MSC) หรือมาจาก Fishery Improvement Projects(โครงการพัฒนาการประมงซึ่งจะพัฒนาขึ้นสู่การได้รับการรับรองตามมาตรฐาน MSCสำหรับกลยุทธ์ใหม่ด้านปลาทูน่านี้ ไทยยูเนี่ยนลงทุนมูลค่า 90 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงเริ่มต้นโดยการตั้ง Fishery Improvement Projects หรือ FIP (โครงการพัฒนาการประมง) 11โครงการทั่วโลก เพื่อเพิ่มปริมาณปลาทูน่าอย่างยั่งยืน

เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยนได้ลงนามเป็นพันธมิตรกับกรีนพีซเพื่อผลักดันเรื่องอาหารทะเลที่ความยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อสร้างความรู้และวิสัยทัศน์ร่วมกันที่จะทำให้ทะเลมีความแข็งแรงทั้งในปัจจุบันและเพื่อคนรุ่นต่อๆไปในอนาคต ในเดือนมิถุนายน ณ ที่ประชุมเศรษฐกิจประจำปีโลก (World Economic Forum)ในนครนิวยอร์คไทยยูเนี่ยนได้ให้พันธสัญญาต่อแถลงการณ์การตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของปลาทูน่า ปี 2563 (Tuna 2020 Traceability Declaration) เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals – SDGs)

นอกจากนี้ไทยยูเนี่ยน ยังได้ลงนามเป็นสมาชิกในโครงการ Seafood Business for OceanStewardship (SeaBOS) โดยจะมุ่งมั่นในการพัฒนาการดำเนินงานรวมทั้งผลักดันให้ทั้งอุตสาหกรรมอาหารทะเลร่วมดำเนินตาม

โดยมีเป้าหมายในการช่วยให้ทั้งโลกสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

ไทยยูเนี่ยน มองไปข้างหน้าและมุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบายความยั่งยืน SeaChange®อย่างต่อเนื่อง ด้วยความร่วมมือกับกรีนพีซและพันธมิตรอื่นๆที่จะทำให้ท้องทะเลแข็งแรงและดีขึ้นในปัจจุบันและเพื่อคนรุ่นต่อไปในอนาคตนายธีรพงศ์ กล่าว

นิทรรศการ 40 ปีนี้ มีการนำเสนอเป้าหมายที่ชัดเจนของไทยยูเนี่ยนที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเพื่อสร้างอนาคตของธุรกิจ ในปี 2558ไทยยูเนี่ยนจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมและได้ลงทุน 900 ล้านบาท เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ

ด้วยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์นวัตกรรม (Gii) สนับสนุนนักวิจัยในการคิดค้นและมองหาการวิจัยและเทคโนโลยี่ใหม่ๆเกี่ยวกับอาหารโดยมุ่งพัฒนาสินค้าใหม่ บรรจุภัณฑ์ และกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจอาหารทะเลของไทยและตอบสนองความต้องการในเรื่องโภชนาการของผู้บริโภค

ศูนย์นวัตกรรม ได้จดลิขสิทธิ์ทูน่าสไลซ์ซึ่งให้ผู้บริโภคได้ลิ้มรสปลาทูน่าที่สดจากธรรมชาติในรูปแบบใหม่ที่สะดวกกว่า นอกจากนี้ทางศูนย์นวัตกรรมยังเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตไส้กรอกทูน่าให้มีรสชาติและโภชนาการมากขึ้นโดยมีไขมันเพียง 1 เปอร์เซนต์ สินค้าอาหารทั้งสองชนิดทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100 เปอร์เซนต์ และเริ่มขายในตลาดแล้วโดยได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั่วโลกเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ศูนย์นวัตกรรมกำลังพัฒนาวัตถุดิบทางทะเลที่จะเพิ่มการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบธรรมชาติเพื่อสร้างสรรค์แหล่งโปรตีนสำหรับการบริโภคของมนุษย์และใช้ในหลากหลายสินค้า

รวมถึงโภชนเภสัชที่ใช้น้ำมันทูน่าสกัด ซึ่งมีดีเอชเอ โอเมก้า 3 เหมาะสำหรับสุขภาพและพัฒนาการของทารก

พวกเรามีความตั้งใจจริงและลงทุนอย่างมากในเรื่องนวัตกรรมเพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราส่งมอบสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการในวันนี้และในอนาคต,” นายธีรพงศ์กล่าวเสริม

ดร. ธัญญวัฒน์ เกษมสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มด้านนวัตกรรมของไทยยูเนี่ยน

ดร.ธัญญวัฒน์ เกษมสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มด้านนวัตกรรมของไทยยูเนี่ยน กล่าวว่า ภายในปี 2563 นวัตกรรมจะมีบทบาทมากขึ้นในธุรกิจของไทยยูเนี่ยน และคาดว่าจะสร้างรายได้ 10 เปอร์เซนต์ ของยอดขายทั้งหมดของบริษัทที่คาดไว้ที่ 8 พันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆเมื่อปี 2520 ไทยยูเนี่ยน เติบโตขึ้นเป็นบริษัทอาหารทะเลระดับโลกมีพนักงานกว่า 49,000 คนและได้รับการยอมรับและไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วโลก ในช่วง 40 ปีแรก ไทยยูเนี่ยน มีการเติบโตของแบรนด์สินค้าอาหารทะเลที่ได้รับการยอมรับเพิ่มมากขึ้นและมีแหล่งผลิตสินค้าอยู่ทั่วโลก โดยรายได้จากการขายกว่า 70 เปอร์เซนต์ ของบริษัท มาจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป

นายธีรพงศ์ กล่าวว่า ไทยยูเนี่ยน ประสบความสำเร็จและฉลองครบรอบ 40 ปี ในวันนี้จากการทำงานหนักที่ไม่หยุดหย่อนและความตั้งใจจริงที่จะมอบอาหารทะเลที่มีคุณภาพและอุดมไปด้วยโปรตีน รวมทั้งความมุ่งมั่นในเรื่องความยั่งยืนและนวัตกรรม

เมื่อมองไปข้างหน้า พวกเราจะมุ่งมั่นและเดินหน้าสร้างความก้าวหน้าใช้ความเป็นผู้นำและความแข็งแกร่ง แก้ปัญหาและเผชิญสิ่งท้าทายในอนาคตนายธีรพงศ์ กล่าวผมมีความสบายใจและเชื่อมั่นว่าที่ไทยยูเนี่ยน เราใช้พนักงานที่มีความสามารถทำงานที่เหมาะสมซึ่งสิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างแท้จริงสำหรับคนรุ่นต่อไปและเรามองไปไกลอีก 40 ปีเลยทีเดียว

Comments

comments