นายณรงค์ฤทธิ์ กาละพุฒ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาล 7.1 บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จํากัด (มหาชน) (บีดีเอ็มเอส) เปิดเผยถึงภาพรวมอุตสาหกรรมบริการด้านสุขภาพของประเทศไทยยังคงมีอัตราเติบโตอย่าง แข็งแกร่ง เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากนโยบายของภาครัฐที่มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบริการด้านการแพทย์ (เมดิเคิล ฮับ) ชั้นนําของโลก ประกอบกับการขยายตัวของโครงสร้างประชากรสูงวัยทั่วโลก และการที่ชาวต่างชาติ นิยมเดินทางเข้ามารับการรักษาหรือท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย ทําให้โรงพยาบาล หลายแห่งทั้งภาครัฐและเอกชนมี การขยายตัว และมีความต้องการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาดูแล เพื่อรองรับจํานวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น

นายณรงค์ฤทธิ์ กาละพุฒ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาล 7.1 บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จํากัด (มหาชน) (บีดีเอ็มเอส)

ดังนั้นจึงเป็นโอกาส ของกลุ่มธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาลของบริษัท ซึ่งประกอบด้วย บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ จํากัด (เอ็น เฮลท์) ผู้ให้บริการด้านการสนับสนุนบริการทางการแพทย์และธุรกิจโรงพยาบาล และ บริษัท เซฟดรัก เซ็นเตอร์ จํากัด (เซฟดรัก) ร้านขายยาและเวชภัณฑ์ ที่จะเติบโตในปี 2561

ทั้งนี้ เอ็น เฮลท์ ตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2561 ที่ 4,200 ล้านบาท เติบโตขึ้นราว 17% จากปี 2560 ที่ผ่านมาที่มีรายได้รวมกว่า 3,600 ล้านบาท จากอุตสาหกรรมธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาลรวมที่มูลค่า 11,000 ล้านบาท โดยบริษัทมีพอร์ทรายได้หลักจาก บริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ บริการวิศวกรรมทางการแพทย์ และบริการผ้าและปราศจากเชื้อภายในโรงพยาบาล เป็นสัดส่วนลูกค้ากลุ่มโรงพยาบาล (B2B) 95% ลูกค้ากลุ่มผู้บริโภค (B2C) 5%

“เราสามารถทําผลการดําเนินงานในช่วงครึ่งปีแรก ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งบริษัทได้เข้าไปสนับสนุนบริการทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ อย่างเช่น ห้องปฏิบัติการได้มีจํานวนการตรวจวิเคราะห์เพิ่มขึ้นทั้งในด้านการป้องกัน (Preventive Healthcare) และการตรวจวิเคราะห์เพื่อให้แพทย์ใช้ประกอบการรักษาโรคต่างๆ รวมถึงการเป็นตัวแทนจําหน่าย เครื่องมือแพทย์และได้เข้าไปดูแลเครื่องมือแพทย์ในกลุ่มลูกค้าใหม่ อย่างเช่น โรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารี” นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลัง เอ็น เฮลท์ ได้พัฒนาศักยภาพการบริการสนับสนุนทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน ให้มีประสิทธิภาพด้วยระบบดิจิตอลมากขึ้น รวมทั้งขยายบริการไปสู่ลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคผ่านช่องทางอี-คอมเมิรซ์ ซึ่งมีบริการตรวจสุขภาพที่สามารถไปตรวจถึงที่บ้าน และมีสินค้าเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ พร้อมนําเข้าสินค้าที่มีความแตกต่าง อย่างสินค้านวัตกรรมอุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับตลาด นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษากฎระเบียบในการลงทุนเพื่อขยายสาขาไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาค อาทิ ประเทศอินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ และ สิงคโปร์ หลังจากได้เปิดสาขาไปยังประเทศ กัมพูชา และ เมียนมา เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่บริษัท เซฟดรัก ที่ปัจจุบันมี 150 สาขา ทั้งในและต่างประเทศ ตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2561 ที่ 1,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากปี 2560 ที่มีรายได้ 975 ล้านบาท โดยได้ปรับภาพลักษณ์ของร้านค้าให้ดูทันสมัย มีสินค้าและบริการครอบคลุมตอบโจทย์ คนรุ่นใหม่ ด้วยการนําสินค้านวัตกรรมทางการแพทย์ ทั้งอุปกรณ์และเครื่องมือ ที่มีความแตกต่างจากท้องตลาด สินค้าอุปโภค บริโภคที่เป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ และมีความหลากหลายของสินค้าประเภทยาที่พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุก กลุ่มเป้าหมาย

พร้อมกันนี้ยังพัฒนาระบบเพื่อให้เป็นศูนย์รวมด้านสุขภาพ อย่างการพัฒนาระบบสมาชิกผ่านโมบายแอพพลิเคชั่น ซึ่งจะเริ่มใช้งานเฟสแรกในเดือนตุลาคม 2561 จะทําให้ลูกค้าสามารถสะสมคะแนน สามารถดูโปรโมชั่นลดราคาต่างๆ โดยในเฟสที่ 2 จะพัฒนาระบบที่ลูกค้าสามารถดูประวัติการซื้อยาของแต่ละบุคคล ทําให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อหรือเติมยาชนิดเดิมได้ด้วย ฐานข้อมูลเดียวกันทุกสาขา นอกจากนี้ จะมีบริการให้คําปรึกษาในการตรวจสุขภาพเบื้องต้น แนะนําและนําเสนอแพ็คเกจตรวจ สุขภาพที่เหมาะสมกับลูกค้า เพื่อเป็นการตอบโจทย์การดูแลสุขภาพก่อนเจ็บป่วย

นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวต่อว่า กลุ่มเป้าหมายของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจะไม่ใช่คนป่วยเท่านั้น แต่จะเป็นคนทั่วไปที่อยากรู้ว่า สุขภาพตนเองเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนที่รับข้อมูลผ่านสื่อดิจิทัล ดังนั้นแนวทางการสื่อสารของเอ็น เฮลท์ และ เซฟ ดรัก คือการใช้ดิจิทัลมีเดียมากขึ้น เพื่อให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมายและสร้างการรับรู้ว่า ทั้ง 2 บริษัทมีบริการอะไรบ้างที่สามารถตอบ โจทย์เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สําหรับผู้บริโภค

Comments

comments