ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (25 ก.พ. – 1 มี.ค. 2019) ตลาดหุ้นทั้งในโซนเอเชีย และตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดยตลาดหุ้นจีน A-Share ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงสวนทางตลาดหุ้นอื่นๆ สกุลเงินดอลลาร์ สรอ.กลับมาแข็งค่าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมัน และทองคำปรับลดลง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น ขานรับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่คืบหน้ามากขึ้น และถ้อยแถลงของประธาน Fed ที่จะใช้ความอดทนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมทั้ง พร้อมวางแผนยุติการปรับลดงบดุลของ Fed ภายในปีนี้

ตลาดหุ้นยุโรป ปรับเพิ่มขึ้น ขานรับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่คืบหน้ามากขึ้น และนางเทเรซ่า เมย์ นายกฯ อังกฤษได้เลื่อนการลงมติของรัฐสภาต่อข้อตกลง Brexit ออกไปเป็น 12 มี.ค.นี้

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดบวก ขานรับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่คืบหน้ามากขึ้นและ เงินเยนอ่อนค่าลง สนับสนุนหุ้นกลุ่มส่งออก

ตลาดหุ้นจีน ปรับเพิ่มขึ้นมาก ขานรับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่คืบหน้ามากขึ้น และ MSCI บริษัทจัดทำดัชนีระดับโลก ประกาศว่าจะเพิ่มน้ำหนักของหุ้นจีนเป็น 4 เท่าในการคำนวณดัชนีหุ้นโลกในปลายปีนี้ ทำให้คาดว่า น่าจะดึงดูดเงินทุนต่างประเทศเข้าสู่ตลาดหุ้นจีนได้เป็นจำนวนมาก

ตลาดหุ้นไทย ปิดลบ เนื่องจาก MSCI ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้น A-Share ของจีน ทำให้เงินไหลเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีน หุ้นกลุ่มพลังงานปรับลดลงตามราคาน้ำมัน และงบฯ ไตรมาส 4 ของบจ.ส่วนใหญ่ไม่ค่อยดี และอาจถูกปรับลดประมาณการณ์ลง

ตลาดน้ำมัน ปิดลบ หลังปธน.ทรัมป์ ทวิตข้อความ ระบุว่ามีความวิตกกังวลในการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและเรียกร้องให้กลุ่มโอเปกระงับการปรับขึ้นราคาน้ำมัน

ตลาดทองคำ ปิดลบ เนื่องจาก นลท.ขายทองคำ และเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงหลังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนรอบล่าสุดมีความคืบหน้ามากขึ้น ประกอบกับเงินดอลลาร์ สรอ.แข็งค่าขึ้น

เหตุการณ์สำคัญ (KEY EVENTS)

  • สหรัฐฯ ประกาศเลื่อนเวลาการปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน จากกำหนดเดิมวันที่ 1 มี.ค. หลังการเจรจาการค้าของทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าในประเด็นต่างๆ ที่มีความสำคัญ ขณะเดียวกัน ปธน.ทรัมป์ ยังระบุว่า
    ได้วางแผนที่จะจัดการประชุมสุดยอดร่วมกับ ปธน.สี จิ้นผิง ในรัฐฟลอริด้า เพื่อสรุปข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายทำร่วมกัน ขณะที่สื่อต่างประเทศ รายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังจัดเตรียมข้อตกลงการค้าในข้นตอนสุดท้าย สำหรับการลงนามของ ปธน.ทรัมป์ และปธน.สี จิ้นผิง ในช่วงกลางเดือน มี.ค.นี้
  • นายพาวเวล ประธาน Fed ได้กล่าวแถลงการณ์รอบครึ่งปี ว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อสภาคองเกรสว่า Fed จะใช้ความอดทนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย การตัดสินใจด้านนโยบายอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ Fed ได้รับ นอกจากนี้ ยังได้วางแผนที่จะยุติการปรับลดงบดุลของ Fed ในปีนี้
  • นางเทเรซ่า เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้เลื่อนการลงมติของรัฐสภาต่อข้อตกลง Brexit ออกไปเป็นวันที่ 12 มี.ค.นี้ โดยหากรัฐสภามีมติคว่ำข้อตกลง Brexit อีกครั้ง นางเมย์ จะเสนอต่อรัฐสภา เพื่อให้มีการลงมติว่า อังกฤษจะแยกตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) โดยไร้ข้อตกลง หรือจะมีการเลื่อนกำหนดเวลาในการแยกตัวจากเดิม วันที่ 29 มี.ค.นี้ออกไป
  • รัฐบาลแคนาดาเริ่มกระบวนการส่งตัว นางเหมิง หวันโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่านการเงิน (CFO) และลูกสาวประธานบริษัทหัวเว่ยไปสหรัฐฯ ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนแล้วเพื่อดำเนินคดีฐานฉ้อโกงละเมิดการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯโดยเธอมีกำหนดการขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 6 มี.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการกำหนดวันพิจารณาเรื่องการส่งตัวเธอไปยังสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการส่งผลให้รัฐบาลจีนไม่พอใจเป็นอย่างมากและมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง เพื่อต่อต้านบริษัทขนาดใหญ่ของจีน

มุมมองของเราในสัปดาห์นี้

ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น โดยได้รับปัจจัยบวกจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่มีความคืบหน้ามากขึ้น หลังมีรายงานว่า สหรัฐฯและจีนอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการทำข้อตกลงทางการค้า และคาดว่า ผู้นำทั้ง 2 ประเทศจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการประชุมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ ประกอบกับ Fed ยังคงส่งสัญญาณไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างประเทศในประเด็นการจับกุม CFO ของบริษัท Huawei การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งประเด็น BREXIT อาจส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้นไม่มากนัก

ปัจจัยจับตาสัปดาห์นี้

  • ตัวเลขเศรษฐกิจ ได้แก่ PMI ภาคบริการของสหรัฐฯ และ ยูโรโซน,การจ้างงานนอกภาคเกษตร, อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ และยอดส่งออก-
    นำเข้าของจีน
  • เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ การประชุมประจำปีสภาประชาชนแห่งชาติจีน
    และการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB)

โดย: SCB CIO Office

Comments

comments