ส่งออกไทยเดือน ก.พ. ขยายตัวที่ 5.9% ขยายตัวจากปัจจัยชั่วคราวด้านการส่งกลับอาวุธ

มูลค่าการส่งออกไทยเดือน ก.พ. 2019 พลิกกลับมาขยายตัวที่ 5.9%YOY

หลังหดตัวในเดือนก่อนหน้าที่ -5.6%YOYโดยเป็นผลมาจากปัจจัยชั่วคราวด้านการขนอาวุธกลับของสหรัฐฯ ภายหลังการซ้อมรบ ทำให้ตัวเลขการส่งออกขยายตัวในภาพรวมสูงกว่าปกติ ทั้งนี้มูลค่าการส่งออกอาวุธอยู่ที่ 1,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นกว่า 8.8% ของมูลค่าส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์ โดยหากหักการส่งออกอาวุธและยุทธปัจจัยมูลค่าการส่งออกยังคงหดตัวต่อเนื่องที่ -3.4%YOY และหากหักการส่งออกทองคำเพิ่มเติม พบว่ามูลค่าการส่งออกจะหดตัวเพิ่มขึ้นเป็น -4.8%YOY นับเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน

  • การหดตัวของมูลค่าการส่งออกไทย (เมื่อมีการหักมูลค่าส่งกลับอาวุธ) มีทิศทางสอดคล้องกับการส่งออกของประเทศอื่นในภูมิภาค
    รูปที่ 1 การหดตัวของมูลค่าการส่งออกไทย

    สะท้อนทิศทางการค้าโลกที่ลดลงจากภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนทั้งนี้สินค้าหลักของไทยที่มีการหดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ ได้แก่ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์สินค้าเกษตร และเคมีภัณฑ์ (รายละเอียดตามตารางที่ 1)

    ตารางที่ 1 อัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกรายการสินค้า
  • ด้านมิติการส่งออกรายตลาดสำคัญพบว่าการหดตัวของมูลค่าการส่งออกรายตลาดมีทิศทางกระจายตัวมากขึ้น (broad-based) กล่าวคือตลาดส่งออกของไทยที่มีการหดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของมูลค่าส่งออกรวม(รวมการส่งออกไปสหรัฐฯ ด้วยแม้ว่ามูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯในเดือนกุมภาพันธ์จะขยายตัวได้ 97.3%YOYแต่หากหักอาวุธและยุทธปัจจัย จะคิดเป็นการหดตัวที่ -11.7%YOY)เทียบกับในเดือนมกราคมที่ตลาดส่งออกที่มีการหดตัวคิดเป็นเพียง 66.6% เท่านั้นสะท้อนว่าทิศทางการค้าโลกยังคงลดลงต่อเนื่องและยังไม่เห็นสัญญาณการกลับตัวที่ชัดเจน(รายละเอียดการส่งออกรายตลาดสำคัญตามตารางที่ 2)

สินค้าส่งออกของไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในการผลิตสินค้าส่งออกของจีนยังคงได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าต่อเนื่อง


พบว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยไปจีนในภาพรวมมีทิศทางหดตัวตามการชะลอลงของเศรษฐกิจจีนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดีสินค้าส่งออกของไทยที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสงครามการค้าโดยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในการผลิตสินค้าส่งออกของจีนนั้น มีทิศทางหดตัวมากกว่าสินค้าอื่นๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบซึ่งหากพิจารณาลงรายละเอียดพบว่าสินค้าที่ได้รับผลกระทบยังมีการหดตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ได้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์-อุปกรณ์และส่วนประกอบ หมวดแผงวงจรไฟฟ้าไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ และยางพารา ที่มีการหดตัวที่ -8.3%YOY -32.5%YOY -33.4%YOY และ -26.0%YOY ตามลำดับ

มูลค่าการนำเข้าหดตัวที่ -10.4%YOY

ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งขยายตัวที่ 14.0%YOY(ขยายตัวในระดับสูงจากการนำเข้าอาวุธจากสหรัฐฯ
เพื่อทำการซ้อมรบ)โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้มูลค่านำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์มีการหดตัวในระดับสูง เกิดจากการหดตัวของการนำเข้าทองคำ (-56.8%YOY)และสินค้าทุนพิเศษ ประเภทเครื่องบิน เรือ และรถไฟ (-91.0%YOY)
ทั้งนี้หากไม่รวมสินค้าดังกล่าวพบว่า มูลค่านำเข้าเหลือหดตัวเพียง3.2%YOY

อีไอซีมองว่า การขยายตัวของการส่งออกในปี 2019มีแนวโน้มต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 3.4%

เนื่องจากตัวเลขมูลค่าการส่งออกในช่วง 2 เดือนแรก(หากไม่รวมการส่งกลับอาวุธ)มีการหดตัวมากกว่าที่คาดจากปัจจัยลบทั้งในส่วนของการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและผลกระทบจากสงครามการค้า แม้ว่าล่าสุดจีนและสหรัฐฯจะมีท่าทีประนีประนอมมากขึ้น โดยสหรัฐฯได้ทำการเลื่อนการขึ้นภาษีจาก 10% เป็น 25% ออกไปจากเดิมที่จะขึ้นในวันที่ 1 มี.ค. 2019 อย่างไรก็ดีในภาพรวมก็ยังถือว่าสงครามการค้ายังคงมีทิศทางยืดเยื้อ นอกจากนี้อีไอซีมองว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปี 2019มีแนวโน้มหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าส่งผลให้มูลค่าการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป และเคมีภัณฑ์ให้มีทิศทางชะลอลงเช่นกัน

อีไอซีมองว่าการขยายตัวของการนำเข้ามีแนวโน้มต่ำกว่าคาดการณ์ตามการส่งออกที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะในส่วนของการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกประกอบกับแนวโน้มการลดลงของราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปี 2019ยังส่งผลต่อการขยายตัวของมูลค่านำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงทำให้คาดว่าการนำเข้าทั้งปี 2019 จะมีทิศทางชะลอลงจากปี 2018อย่างไรก็ดีอีไอซีคาดว่าสินค้านำเข้าประเภทอุปโภคบริโภคและสินค้าทุนที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายภายในประเทศจะยังขยายตัวได้

Comments

comments