ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น นักลงทุนคาดหวังต่อการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้าต่างๆ รวมทั้งติดตามการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่ราคาทองคำปรับลดลงอย่างมาก หลังนักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (9-16 เม.ย. 2562) นักลงทุนเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง หลังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนมีความคืบหน้ามากขึ้น และตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มออกมาดี ส่งผลให้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่น ที่มีแรงซื้อหุ้นในกลุ่มส่งออก และนักลงทุนจับตาการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและญี่ปุ่นสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น จากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่มากกว่าคาด ด้านตลาดหุ้นจีนเคลื่อนไหวผันผวน แต่สามารถกลับมาปิดเพิ่มขึ้นได้ หลังราคาบ้านใน 70 เมืองใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น และจากการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางจีนอีก 4 หมื่นล้านหยวน อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำปรับตัวลดลง หลังนักลงทุนขายทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เมื่อตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น จากรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เดือน มี.ค. ระบุว่า Fed จะใช้ความอดทนต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไป สอดคล้องกับตัวเลขอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน มี.ค. ที่ขยายตัวเล็กน้อย และขานรับผลประกอบการของบริษัท เจพีมอร์แกน เชส และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันที่ออกมาดีกว่าคาด

ตลาดหุ้นยุโรป ปิดบวก ขานรับธนาคารกลางยุโรป คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำตามเดิม พร้อมระบุว่า จะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยต่อไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นปีนี้ และสหภาพยุโรป(EU) อนุมัติให้อังกฤษขยายเวลา Brexit ออกไปเป็นวันที่ 31 ต.ค.  จากเดิม 12 เม.ย. นอกจากนี้ การเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีนมีความคืบหน้ามากขึ้น

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับเพิ่มขึ้น จากแรงซื้อในหุ้นกลุ่มส่งออก ตามเงินเยนที่อ่อนค่าเทียบดอลลาร์ สรอ. และขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ โดยเฉพาะเจพีมอร์แกน เชส

ตลาดหุ้นจีน เคลื่อนไหวผันผวน โดยต้นสัปดาห์มีแรงขายทำกำไรหลังดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต และยอดส่งออกจีน เดือน มี.ค.เพิ่มมากกว่าคาด แต่ต่อมาดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้น จากราคาบ้านใน 70 เมืองใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น และ ธนาคารกลางจีนได้อัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มอีก 4 หมื่นล้านหยวน หลังจากระงับการอัดฉีดมาติดต่อกัน 18 วันทำการ

ตลาดหุ้นไทย ปิดบวกเล็กน้อย โดยช่วงต้นสัปดาห์ดัชนีฯ ปรับเพิ่มขึ้น จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่ลดช่วงบวกลง หลังนักลงทุนชะลอการซื้อขาย ก่อนวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ (15-16 เม.ย.)

ตลาดน้ำมัน ปิดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่า อุปทานน้ำมันในตลาดโลกอาจปรับลดลง เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบในลิเบีย และนักลงทุนจับตาข้อมูลสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ

ตลาดทองคำ ปิดลบ โดยนักลงทุนขายทำกำไร และขายสินทรัพย์ปลอดภัย หลังการเจรจาการค้าสหรัฐฯ- จีนคืบหน้า รวมทั้ง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น

เหตุการณ์สำคัญ (KEY EVENTS)
  • นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนายโทชิมิตสุ โมเตกิ รมว. กระทรวงเศรษฐกิจญี่ปุ่น จะเจรจาการค้ากันที่กรุงวอชิงตัน ของสหรัฐฯ เป็นระยะเวลา 2 วัน (เริ่ม 16-17 เม.ย.นี้) โดยสหรัฐฯ ต้องการเจรจาเกี่ยวกับด้านสินค้า บริการ การลงทุน และสกุลเงิน ขณะที่ญี่ปุ่นต้องการจำกัดการเจรจาเฉพาะด้านสินค้า ซึ่งก่อนหน้านี้ นายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ญี่ปุ่นตั้งข้อกำหนดเพื่อป้องกันการปรับลดค่าเงินเพื่อการแข่งขัน ไว้ในข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นยังไม่รวมข้อกำหนดสกุลเงินไว้ในข้อตกลง  ทั้งนี้ เราคาดว่า การเจรจานี้จะยังไม่ลงรายละเอียดลึก จึงส่งผลต่อตลาดหุ้นค่อนข้างจำกัด
  • นักลงทุนรอดูการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ของสหรัฐฯ ในไตรมาส 1/2562 ได้แก่ มอร์แกน สแตนลีย์ เน็ตฟลิกซ์ ไอบีเอ็ม และ แป๊ปซี่โค เป็นต้น ซึ่งตลาดฯ คาดว่าน่าจะออกมาดี ทั้งนี้ เราคาดว่า มูลค่าการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มเบาบาง เนื่องจาก ตลาดหุ้นฯ จะปิดทำการในวันศุกร์นี้ เนื่องในวัน Good Friday
มุมมองของเราในสัปดาห์นี้

ตลาดหุ้นส่วนใหญ่มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจาก 1) ความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน หลังจีนส่งสัญญาณเตรียมเปิดให้ต่างชาติเข้าลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม Cloud-computing ขณะที่ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป พร้อมเจรจาเพื่อทำข้อตกลงการค้ากันให้เสร็จก่อนสิ้นปีนี้ (ไม่รวมหมวดสินค้าเกษตร) 2) ได้รับแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางต่างๆ ดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น สำหรับตลาดหุ้นไทย มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากตลาดหุ้นต่างประเทศ และ การที่ MSCI จะนำ NVDR เข้ามาคำนวณน้ำหนักหุ้นไทย ทำให้น้ำหนักลงทุนเพิ่มเป็น 3% จาก 2.5% มีผลเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าจะหนุนเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายอาจผันผวน ตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ไตรมาส 1/2562 ที่ทยอยประกาศออกมา และตามราคาน้ำมันที่อาจปรับลดลง จากแรงขายทำกำไร และข่าวการเพิ่มกำลังการผลิตของรัสเซีย

ปัจจัยจับตาสัปดาห์นี้

  • ตัวเลขเศรษฐกิจ ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ดุลการค้า และยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ, PMI ภาคการผลิตของสหรัฐฯ และยุโรป รวมทั้ง GDP และยอดค้าปลีกของจีน
  • เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ การทยอยประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 1/2562 ของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ยุโรป และไทย ปัจจัยการเมืองในประเทศ และความคืบหน้าของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้าต่างๆ

วิเคราะห์โดย: SCB CIO Office

Comments

comments