6 เทคนิคการแก้ปัญหา ความขัดแย้งภายในองค์กร

หน่วยงานหรือองค์กร เป็นศูนย์รวมของบุคคลที่มาทำงานร่วมกัน ภายใต้นโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจขององค์กรนั้นๆ เพื่อให้งานออกมาประสบความสำเร็จและบรรลุเป้าหมายที่มี แต่ทั้งนี้เมื่อมีคนเยอะย่อมต้องมีปัญหาของตัวบุคคลที่ไม่ลงรอยกันตามมาอย่างแน่นอน เรียกง่ายๆ คือ “ความขัดแย้ง” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรย่อมเจอและต้องมีวิธีที่จะต้องแก้ไข ที่ดี เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่องานที่ทำ ทั้งนี้ความขัดแย้งอาจเนื่องมาจากผลประโยชน์หรือแนวคิด ที่สวนทางกันหรือความเชื่อที่ว่าความต้องการในแต่ละฝ่ายไม่สามารถบรรลุได้พร้อมกันนั้นเอง และความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ว่าจะจบลงเอยเช่นไร ส่งผลให้กลายเป็นปฎิสัมพันธ์ที่ไม่เป็นมิตร ทำงานแล้วเกิดความเครียดมากขึ้น และงานอาจเกิดปัญหาตามมา โดยปัญหาความขัดแย้งนี้สามารถเกิดได้ทั้งระหว่างตัวบุคคล ระหว่างกลุ่ม หรือแผนก ดังนั้นเมื่อการทำงานยังคงต้องดำเนินต่อไป จึงต้องมีวิธีหรือเทคนิคการแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ที่เกิดภายในองค์กร ที่ดีและเหมาะสม ซึ่งวันนี้มีคำแนะนำดีๆ มาฝากกัน

1. เป้าหมายต้องชัดเจน

ต้องสื่อให้เห็นถึงเป้าหมายขององค์กร ว่าการที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นจากอะไร ต้องมานั่งทบทวนปัญหา และหาจุดที่มีปัญหา ว่าแต่ละคนต้องการแบบไหน และที่มีปัญหากันนี้เกิดจากตัวงาน หรือตัวเราเองที่เอาความคิดเป็นใหญ่ ไม่รับฟังผู้อื่นหรือเปล่า จนทำให้ลืมคิดถึงเป้าหมายที่แท้จริงขององค์กร เลยส่งผลให้มีปัญหาเกิดขึ้น แล้วทำการแก้ปัญหาให้ถูกจุด งานทุกอย่างก็จะราบเรียบและเดินต่อได้อย่างไม่สะดุด

2. ระบุปัญหา

ความขัดแย้งที่ไม่ว่าจะเกิดจากตัวระหว่างบุคคลหรือระหว่างกลุ่มก็ตาม แต่ละฝ่ายต้องมาระบุถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา และให้ความร่วมมือ เคารพซึ่งกันและกัน เพื่อให้งานดำเนินต่อไปและได้รู้ถึงจุดที่ต้องแก้ไข ที่จะช่วยให้การทำงานระหว่างกันง่ายขึ้นและความขัดแย้งยุติลงด้วยดี

3. กำหนดบทบาท หน้าที่ของแต่ละคนให้ชัดเจน

ความขัดแย้งบางอย่าง อาจเกิดขึ้นจาก บทบาทหน้าที่ๆ ได้รับทอบหมายไม่ชัดเจน ทำให้อาจเกิดการทับซ้อนของงานก็เป็นได้ จึงควรชี้แจ้ง หรือประชุม แบ่งบทบาทหน้าที่ ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งที่จะตามมา เพราะหากคนในองค์กร ทราบว่ามีหน้าที่อะไรที่ต้องรับชอบตรงส่วนไหน จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งน้อยอีกด้วยลงด้วย

4. ช่วยกันหารือประเมินทางเลือก

คือการที่ทั้งสองฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อหาข้อสรุปที่จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ทางเลือกที่เกิดขึ้นนั้นต้องได้รับการยินยอม เห็นชอบและรู้สึกพอใจทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ความขัดแย้งจบลงด้วยความรู้สึกที่ทุกคนได้รับความพึงพอใจเท่าเทียมกันนั้นเอง เพื่อให้งานเดินต่อราบลื่นและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว

5. การประนีประนอม

เป็นวิธีการที่ทั้งสองฝ่ายต้องมาเจอและแก้ไขปัญหาคนละครึ่งทาง ต่างฝ่ายต่างต้องลดความต้องการหรือความเห็นชอบของตนเอง เป็นการเสียสละบางสิ่งบางอย่างที่อาจไม่ค่อยจะเต็มใจมากนัก แต่เพื่อให้ปัญหายุติและจบลงด้วยดี ซึ่งวิธีการประนีประนอมนั้นไม่สามารถใช้ได้ในระยะยาว เพราะในความเป็นจริงนั้นไม่มีใครต่างยอมเสียสละบ่อยๆ กันนักหรอก

6. การใช้บุคคลที่สาม

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน บุคคลที่คู่กรณีทุกฝ่ายให้ความเคารพหรือมีตำแหน่งที่อยู่ในระดับสูงกว่า, ฝ่ายบุคคล ที่มาช่วยทำหน้าที่ในเป็นตัวกลางเพื่อเจรจาให้ทั้งสองฝ่ายยุติความขัดแย้งซึ่งกันและกัน ในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถยุติปัญหากันได้เอง ทั้งนี้บุคคลที่สามที่เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยนั้นต้องเป็นบุคคลที่ได้รับความพึงพอใจจากทั้งสองฝ่ายด้วยเช่นกัน

Comments

comments