อดุลย์ กาญจนวัฒน์ รองผู้ตัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

กว่า 5 ทศวรรษที่ผ่านมาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)มุ่งมั่นทำหน้าที่ในการให้มากกว่าสินเชื่อ ภายใต้แนวทางการดำเนินงาน คือ พัฒนานำ สินเชื่อตามโดยยึดโยงกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นั่นคือให้เกษตรกรและชุมชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาพร้อมสร้างพื้นฐานความรู้ที่นำไปสู่ความต้องการที่แท้จริงของประชาชนหรือที่เรียกว่า การระเบิดจากข้างในอันเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันความมั่นคงยั่งยืนให้แก่เกษตรกรและชุมชนซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประชาคมโลก(Sustainable Development Goals : SDGs) ที่มีเป้าประสงค์เพื่อสร้างความเท่าเทียมในด้านต่างๆให้แก่ประชาชนตั้งแต่เรื่องอาหาร การประกอบอาชีพ การดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรีรวมถึงการรักษาและใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

การก้าวสู่ทศวรรษที่ 6

ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)ในปี2560ด้วยปณิธานที่จะสืบสานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้คงมั่นเต็มเปี่ยมอยู่ในจิตใจของพนักงานธกส.โดยพร้อมจะก้าวตามรอยพ่อเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนสู่ความมั่นคั่ง ยั่งยืน ด้วยตระหนักว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาสากลที่ยั่งยืนที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

ทิศทางต่อไปของธกส.จะเป็นอย่างไรนั้น คุณอดุลย์ กาญจนวัฒน์ รองผู้ตัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวจากtheleader.asiaว่า ทิศทางในการเดินต่อไปข้างหน้านั้น ธกส.พบว่า จากความท้าทายในหลายๆอย่าง และปัญหาหลากหลายทั้งหลายอย่าง ธกส.จะต้องเริ่มทำหลายๆสิ่งด้วยกัน เช่น การที่จะไปสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรมีความมั่นคงยั่งยืนขึ้นโดยทำอย่างไรที่ธกส.จะต้องเปิดให้ทุกส่วนเข้ามามีส่วนร่วมหรือธกส.เข้าไปมีส่วนร่วมในการบูรณาการในการทำงานร่วมกับกระทรวง ทบวงกรมต่างๆ ให้เกิดขึ้นให้ได้

อดุลย์ กาญจนวัฒน์ รองผู้ตัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

“เพราะทุกวันนี้ จะเห็นแนวนโยบายทางด้านการเกษตรในหลายๆเรื่อง มันกระจายๆต่างคนต่างทำ แล้วก็บางทีดูเหมือนมีความซ้ำซ้อนกันอยู่ในที มันขาดพลัง เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะทำให้ได้ผลดี มันจะต้องมาเน้นเรื่องเหล่านี้ซึ่งทิศทางไปข้างหน้า ผมคิดว่า โดยหลักที่สำคัญ ส่วนตัวผมคิดว่ามี 5เรื่องที่จะต้องมานั่งใคร่ครวญ มี 5 F ด้วยกัน” คุณอดุลย์กล่าว

5 F ที่คุณอุดลย์ระบุนั้น ประกอบไปด้วย

1)Faith the Fact ต้องเผชิญความจริง ในการที่จะสร้างความเข้มแข็งนั้นมันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าทุกส่วนไม่รู้จักตัวเอง แล้วก็ไม่รู้จักเหตุหรือไม่รู้จักที่จะคิด โดยการที่จะต้องเริ่มต้นด้วยการรวมน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาทีละขั้น ทีละตอนด้วยกันตามสภาพความเป็นจริง ไม่ใช่ว่า ให้อย่างเดียว แต่จะต้องให้รู้ว่า จริงๆแล้วแต่ละคนไม่เหมือนกัน ก็จะให้การพัฒนาทีละขั้น ตั้งแต่รู้จักป้องกันตัวเองรู้จักแก้ไข แล้วก็รู้ที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างไรตามความเป็นจริงอันนี้เป็นพื้นฐานที่ทำให้ทุกคนต้องคิดก่อน

2)Focus the Point การที่จะเดินไปข้างหน้าในทิศทางที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องจี้ให้ตรงจุด เพื่อพัฒนา ต้องไปโฟกัสว่าจะต้องทำอย่างไรทุกเรื่องโดยไม่แยกแยะนั้น ย่อมไม่สำเร็จ ทำได้ยากขึ้นเพราะว่ามีความท้าทายมากมาย แล้วเวลาลงมือจะไปคิดแบบเดิมๆไม่ได้แล้วจะคิดทำแบบสูตรสำเร็จเหมาไปเลย แบบตัดเสื้อโหลในเชิงนโยบายต่างๆก็คงไม่ได้ ธกส.ก็เริ่มมาเน้นเชิงในนโยบายไปว่า ข้างหน้าธกส.ก็จะมองกลุ่มการที่จะเข้าไปดูแลเป็น 3 ชั้น ในเชิงนโยบายทิศทางของธนาคารที่เราเรียกกันว่า Small Farmer เกษตรกรเล็กๆ ชั้นเล็กแล้วมีรายได้น้อย เราก็จะให้บริการแก่เขาสนับสนุนให้เหมาะสม ในการที่จะให้เขาเข้มแข็งขึ้นตามขั้นของเขารายไหนที่เข้มแข็งแล้ว ธกส.ก็จะดูว่า ทำอย่างไรจะยกระดับให้ขึ้นสู่การเป็น Smart Farmer ก็คือ มีการใช้ความรู้ พึ่งตนเองได้ บริหารจัดการได้แล้วก็มีระบบในการทำการเกษตรที่เหมาะแก่เขามากขึ้นเริ่มมีความทันสมัยทางความคิดมากขึ้น ธกส.อยากจะพัฒนาจาก Small Farmer ขึ้นเป็น Smart Farmer ให้มากขึ้น ขณะเดียวกัน การดูแลชั้นนี้ ก็จะต้องดูแลแตกต่างกันไป ต่อไปจะทำอย่างไรให้ยกระดับขึ้นเป็น SME ทางการเกษตร ก็คือ Small Medium Agriculture Enterprise เราเรียกว่า SMAE ก็คือ เปลี่ยนให้เกษตรกรมาเป็นผู้ประกอบการการเกษตรได้อย่างไร ซึ่งตัวนี้เป็นเรื่องที่จะทำให้ธกส.มองไปข้างหน้าว่า ภาคเกษตรมีหลายระดับ แล้วธกส.ก็คาดหวังว่า การทำเรื่อง SAME เกษตร มันต้องเริ่มต้นทำที่ให้มีหัวขบวนหรือตัวอย่างในการนำ พวกนี้จะมีเทคโนโลยีในชั้นสูง มีนวัตกรรมทางการเกษตร แล้วก็เป็นแบบผู้ประกอบการ เพราะฉะนั้น คนรุ่นใหม่หรือคนที่มีแนวคิดทันสมัย มาทำภาคเกษตรแบบสมัยใหม่ มาเป็นผู้ประกอบการธกส.ก็อยากสนับสนุนในเรื่องนี้ ซึ่งจะไม่เหมือนกับที่ธกส.ทำมาในอดีตที่ผ่านมาเพราะฉะนั้น ทักษะต่างๆก็จะเปลี่ยนตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ธกส.อยากเห็นในข้างหน้าที่จะต้องโฟกัส

3)Full Fill the Gap ต้องเติมเต็มช่องว่างให้ครบเครื่องความเข้มแข็งที่จะยั่งยืนได้นั้น มันจะต้องมีระบบในการที่จะไปดึงความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การตลาด หรือเรื่องอื่นๆเอามาให้เกษตรกรเพื่อเติมเต็มไปแต่ละคน แต่ละชุมชน แต่ละสถาบันแต่ละบริษัทชุมชนที่เกี่ยวข้องการเกษตร เขาต้องการไม่เท่ากันบางที่ขาดบางอย่าง บางที่ขาดหลายอย่าง ก็ไม่เหมือนกันบทบาทธกส.ก็ควรจะเข้าไปในทิศทางแบบนี้ในวันข้างหน้าที่ธกส.คิดจะเข้าไปเติมเต็ม

4)Flexible for Adaptation ทำอย่างไรที่จะให้ภาคเกษตร เกษตรกรแม้กระทั่งธกส.เอง จะต้องพร้อมยืดหยุ่น แล้วก็ปรับตัวเพื่อให้เกิดการอยู่รอดได้ในการทำอาชีพของเขา หรือองค์กรของธกส.เองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน ต้องเรียนรู้อย่างน้อยๆ 3 เรื่อง ก็คือ

4.1)ต้องเรียนรู้เรื่องการปรับฐานความคิดใหม่การจะทำให้เกษตรกรรายย่อยมาเป็นSMART FARMER หรือมาเป็น SMEเกษตรนั้นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ กรอบความคิดใหม่ของเขาก่อนไม่อย่างนั้นก็จะทำแบบเดิมๆ มันก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใดๆเลยทำไมจึงต้องเปลี่ยนกรอบความคิดของการทำการเกษตรใหม่ มันจึงยากมากซึ่งพระองค์ท่านทรงบอกว่า เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา คือสำคัญเลยในการที่จะเปลี่ยนกรอบความคิดของคนได้แล้วมันจะเป็นฐานการที่จะทำให้ภาคเกษตรมีความยืดหยุ่น ในการปรับตัวได้เร็ว

4.2)การปรับฐานการดำเนินชีวิตใหม่ คือ New Patternวิถีในการดำเนินชีวิตของเขา อาจจะต้องเปลี่ยน เกษตรกรต้องปรับใหม่คือจะทำแบบเดิมๆคงไม่ได้แล้ว เพราะว่ามันมีเทคโนโลยีตัวอื่นๆเข้ามามีมือถือติดตามข่าวสารได้ตลอด อันนี้ คือวิถีชีวิตใหม่ เป็นPaaternที่เปลี่ยนไป

4.3)จะต้องปรับฐานการทำธุรกิจเกษตร เปลี่ยนNew Plat Form ใหม่แต่เดิมเคยทำแปลงย่อยๆ ก็อาจจะทำเกษตรแปลงใหญ่ แล้วก็ใช้การวิจัยนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาสู่การทดลองการทำแปลงเกษตรด้วย ให้มากขึ้นกว่าเดิมตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่คิดว่าในอนาคตข้างหน้าธนาคารก็จะเดินไปในทิศทางเหล่านี้ในการที่จะทำ

5)Finish the Vision คือการไปให้สุดถึงเส้นชัยที่เหนือกว่าการที่จะให้ได้ความสำเร็จขององค์กรอย่างเดียว มันไม่เพียงพอแต่ว่าไปให้ถึงวิสัยทัศน์ที่เราบอกว่าจะยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรได้อย่างไร ต้องมองไปไกลตรงนั้น ถ้าเรามองระยะสั้นๆ ทุกคนก็จะมองระยะสั้นๆ ก็จะไปช่วยเหลือภาคเกษตรแบบเดิม หวังผลระยะสั้นโดยที่ไม่มองระยะยาว คือการทำเรื่องของคุณภาพชีวิตซึ่งมีความสำคัญและยิ่งใหญ่กว่าตรงนี้ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ต่อไปข้างหน้าทุกเรื่องที่จะทำ สร้างความเข้มแข็งยั่งยืนจะไปคิดให้เกษตรแค่อยู่รอด ไม่ได้แต่ต้องมองว่าทำอย่างไรที่จะให้เกษตรกรมีความเติบโตเกิดขึ้นได้แล้วก็ยังไม่พออีก ทำอย่างไรที่จะทำให้เกษตรกรอยู่รอดเติบโตแล้วก็สามารถที่จะแข่งขันได้ด้วยบนการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจข้างหน้าตรงนี้จึงจะเติมเต็มคุณภาพชีวิตที่มั่นคงยั่งยืนให้กับภาคเกษตรจริงๆได้ทิศทางอันนี้เปรียบเสมือนภาคเกษตรมันเปลี่ยนไปเป็นปลาเล็กที่ตกเป็นเหยื่อของปลาใหญ่ที่เอาเปรียบแบบครบเครื่องครบวงจรเลย ทำให้ภาคเกษตรไม่มีวันโต ทางรอดทางหนึ่งก็คือทำอย่างไรที่จะให้ภาคเกษตรเปรียบเสมือนฝูงปลาตัวเล็กตัวน้อยแต่มีความปราดเปรียว แล้วก็ครบเครื่องมาอยู่รวมกันรวมตัวกันเป็นฝูงเพื่อที่จะทำให้ปลาตัวใหญ่ๆที่เคยเอาเปรียบนั้นได้ถอยห่างออกไป ภาพแบบนี้ถ้าสามารถเกิดขึ้นได้คือทิศทางที่ผมคิดว่าธนาคารก็จะเดินไปในทิศทางเหล่านี้ให้ปลาตัวเล็กใหญ่โตขึ้นมาคงไม่ได้ แต่ทำปลาตัวเล็กให้สมาร์ท มีความคล่องแคล่ว รวมตัวกันให้แน่นแล้วเกาะกลุ่มเป็นรูปปลาตัวใหญ่ๆ ให้ปลาตัวใหญ่เห็นนึกว่าปลาตัวใหญ่เหมือนกันหรือใหญ่กว่าก็จะไม่กล้าเข้ามาเอาเปรียบอีก อันนี้คือสิ่งที่อยากได้เห็นเป็นทิศทางที่ไปข้างหน้า คุณอดุลย์กล่าวในตอนท้าย

อดุลย์ กาญจนวัฒน์ รองผู้ตัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

ในประเด็นพันธกิจที่ธกส.ให้มากกว่าสินเชื่อเพื่อพัฒนาชนบทนั้นคุณอดุลย์กล่าวว่า “ธกส.เข้าไปเน้นที่ชุมชนเป็นหลักแล้วก็เน้นในการที่น้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาเป็นหลักการพื้นฐาน ก็คือ การเขาไปพัฒนาของชุมชนให้เขารวมตัวกันให้แน่นแล้วก็พึ่งตนเองให้ได้ ตรงนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ให้แค่สินเชื่อมันเป็นเรื่องของความให้ความเข้าใจ ให้ความเข้าถึงให้การพัฒนาในสิ่งที่ชุมชนจำเป็นพื้นฐานธกส.เข้าไปโดยการสนับสนุนให้ชุมชนรวมตัวกันมีกลไกของการให้เกษตรกรรู้จักตัวเอง ที่เราเรียกบัญชีครัวเรือนต่างๆให้เขารู้เรื่องทางด้านการเงินของเขาแล้วก็ให้ความรู้พื้นฐานในการดำรงชีพของเขา ประหยัดได้อย่างไรแทนที่จะต้องไปใช้เงินทุนแล้วก็พอเกษตรกรพึ่งตนเองได้แล้วในระดับของการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ธกส.ก็เริ่มเข้าไปที่จะให้เกษตรกรมีแผน แผนของชุมชนของเขาเองว่าชุมชนของเขาควรจะพัฒนาอะไรทีแรกก็เป็นแผนการเงินตัวเอง พอไปชุมชนก็เป็นแผนชุมชน ก็ดูว่าชุมชนของเกษตรต้องการทำอะไรบ้าง สิ่งที่ธกส.ให้ไป ให้โอกาส ให้ความร่วมมือเชื่อมโยงสถาบันการศึกษาเข้าไปช่วยในชุมชนหรือแม้แต่การเข้าไปดูแลสิ่งแวดล้อม เข้าไปช่วยในการที่จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ประกอบอาชีพกัน ช่วยเหลือกันในชุมชน”

คุณอดุลย์กล่าวเสริมว่า “อีกขั้นหนึ่ง ก็คือในขั้นเชื่อมโยงเครือข่ายตรงให้เกษตรกรรู้จักทำแผนธุรกิจของชุมชนรวมตัวกันเพื่อที่จะทำการตลาดของชุมชนเป็นเรื่องที่ธกส.เปิดตัวไประหว่างธกส.ไม่ใช่ให้แค่สินเชื่ออย่างเดียวให้เกษตรกรคิดถึงเรื่องการค้าขาย รวมไปถึงการใช้ประโยชน์ของชุมชนอย่างเชิงอนุรักษ์ด้วย ทั้งชุมชนเพื่อการท่องเที่ยว การอนุรักษ์บวกกับธุรกิจของชุมชนให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้จึงไม่ใช่ให้แค่เงินอย่างเดียว ต้องให้หลายๆอย่างเข้าไปอีกตัวหนึ่งที่ธกส.กำลังเดินไปข้างข้างหน้า ก็คือว่าธกส.กำลังทำเรื่องระบบการตลาดให้กับการรวมตัวของเกษตรกรได้มีช่องทางขึ้นมา ธกส.ก็ไปประสานกับแนวนโยบายของภาครัฐ ทำเป็นตลาด 4ระดับ ตลาดระดับแรกเป็นตลาดที่อยู่ในชุมชนของเกษตรกรหรืออยู่ตามสาขาที่ธกส.มี ธกส.ก็เปิดพื้นที่ให้ แล้วก็ให้เกษตรกรมาขายของขายสินค้าที่เขาผลิตเองระดับที่สองก็คือการเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดกับสหกรณ์ต่างๆกับสหกรณ์กลางเพื่อกระจายสินค้าบางอย่างออกจากพื้นที่เพื่อให้ไม่กระจุกตัวจนล้นตลาด ราคาต่ำส่งระหว่างจังหวัดคล้ายๆแลกเปลี่ยนกัน ทั้งสินค้าและผลผลิตสลับกันตลาดที่สามก็คือ

เป็นตลาดที่เป็นเรื่องของการไปทำโมเดิร์นเทรดให้กับยกระดับสินค้าบางตัวที่สามารถจะมีมาตรฐานไปวางโมเดิร์นเทรดต่างๆได้มากยิ่งขึ้นธกส.สนับสนุนให้ความรู้เรื่องแพ็คเกจจิ้งต่างๆ ตลาดที่สี่ก็คือเรื่องของที่จะไปให้ถึงเรื่องตลาดอี-คอมเมิร์ซให้เกษตรกรสามารถที่จะขายของเอง ขึ้นบนเว็บไซด์ของเขาเองได้ อันนี้ๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ให้แค่สินเชื่ออย่างเดียว ให้การสนับสนุนอีกหลายๆเรื่องด้วยกันก็เป็นเทรนด์ข้างหน้าที่ธกส.ดำเนินการ”

Comments

comments