REFINERY: สถานการณ์อุตสาหกรรมโรงกลั่น และแนวโน้มปี 2019

อีไอซีคาดการณ์ว่า ในปี 2019 อุปสงค์และอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีปริมาณค่อนข้างสมดุล ทำให้ค่าการกลั่นรวมของอุตสาหกรรมโรงกลั่นในภูมิภาคมีแนวโน้มทรงตัวที่ 4.7-4.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า สำหรับประเทศไทย อีไอซีประเมินว่า ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปในประเทศปี 2019 จะขยายตัวที่ราว 2.0-2.3%YOY เติบโตช้าลงกว่าปีก่อนหน้าที่ขยายตัว 3% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง

ค่าการกลั่นรวมจะได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นของน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน เนื่องจากอุปสงค์ของน้ำมันเหล่านี้มีแนวโน้มขยายตัวดี แต่อาจถูกกดดันโดยค่าการกลั่นของน้ำมันเบนซินที่อยู่ในระดับต่ำจากภาวะที่มีสต็อกสูงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของปี 2019 มาตรการควบคุมซัลเฟอร์ในเชื้อเพลิงที่ใช้เดินเรือขององค์กรทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) จะส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้นเพื่อทดแทนอุปสงค์ของน้ำมันเตาที่มีปริมาณซัลเฟอร์สูง ซึ่งจะช่วยหนุนให้ค่าการกลั่นรวมปรับระดับสูงขึ้นได้

สถานการณ์อุตสาหกรรมโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

อุปทานส่วนเกินของน้ามันเบนซินและน้ามันเตาเป็นปัจจัยกดดันค่าการกลั่นรวมสิงคโปร์ในปี 2018 ให้ลดลงมาอยู่ที่ 4.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือหดตัว 11.4%YOY แต่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา (2013-2017) ซึ่งอยู่ที่ 4.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลโดยการลดลงของค่าการกลั่นรวมสิงคโปร์ (gross refinery margin: GRM)(1) เป็นผลมาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1) crack spread (2) ของน้ามันเบนซิน หรือส่วนต่างระหว่างราคาน้ามันเบนซินและน้ามันดิบดูไบ ปรับตัวลดลง 29.2%YOY มาอยู่ที่ 10.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ต่ากว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 15.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากอุปทานน้ามันเบนซินที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสหรัฐฯ จากการที่โรงกลั่นใช้ shale oil ในการผลิตเพิ่มขึ้น ทาให้ผลผลิตของน้ามันสาเร็จรูปชนิดเบา (light distillate) อย่างเช่น น้ามันเบนซิน เพิ่มขึ้นสูง ในขณะที่อุปสงค์ไม่ได้เติบโตมากนัก ส่งผลให้สต็อกน้ามันเบนซินมีจานวนมากและกดดันส่วนต่างราคาน้ามันเบนซินทั่วโลกให้อยู่ในระดับต่า และ
2) ส่วนต่างราคาน้ามันเตาต่อน้ามันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีลดลง 16.7%YOY มาอยู่ที่ -3.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยในครึ่งปีแรก มีอุปทานน้ามันเตาจานวนมากจากรัสเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ามันเตารายใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จึงกดดันส่วนต่างราคาน้ามันเตาให้ลดลง และแม้ว่าในครึ่งปีหลังส่วนต่างราคาน้ามันเตาได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุปทานน้ามันเตาลดลงจากปัญหาของสองผู้ผลิตและส่งออกน้ามันเตารายใหญ่ในตลาดภูมิภาค กล่าวคือ อิหร่านถูกสหรัฐฯ คว่าบาตรจึงทาให้ไม่สามารถส่งออกน้ามันเตาได้ และน้ามันเตาที่เข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ไม่ตรงตามมาตรฐานเนื่องจากมีปัญหาในการกักเก็บระหว่างการขนส่ง ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ามันเตาในตลาดภูมิภาค จึงช่วยหนุนให้ส่วนต่างราคาน้ามันเตาสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ส่วนต่างราคาน้ามันเตาเฉลี่ยทั้งปียังคงต่ากว่าค่าเฉลี่ยของปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี แม้ว่าค่าการกลั่นรวมสิงคโปร์ในปี 2018 จะลดลง แต่ยังคงอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีแรงหนุนจากส่วนต่างราคาน้ามันสาเร็จรูปชนิดกลาง (middle distillate) ได้แก่ น้ามันดีเซลและน้ามันอากาศยาน ที่เติบโตดี เนื่องจากการขยายตัวของอุปสงค์น้ามันเหล่านี้ตามการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยส่วนต่างราคาน้ามันดีเซลเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 15.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 16.8%YOY และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 15.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สาหรับส่วนต่างราคาน้ามันอากาศยานปรับตัวเพิ่มขึ้น 26.2%YOY มาอยู่ที่ระดับ 15.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 14.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบารร์เรล

(1) ค่าการกลั่นรวม คือ ค่าเฉลี่ยของส่วนต่างระหว่างราคาน้ามันสาเร็จรูปและต้นทุนน้ามันดิบซึ่งสามารถสะท้อนผลตอบแทนของการกลั่นน้ามันโดยรวมของโรงกลั่นได้ สาหรับตลาดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ค่าการกลั่นรวมสิงคโปร์ (Singapore GRM) ถูกใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิง เนื่องจากตลาดสิงคโปร์เป็นหนึ่งในตลาดกลางซื้อขายน้ามันของโลก ซึ่งปัจจุบันมีตลาดกลางซื้อขายน้ามันอยู่ทั้งหมด 3 แห่งคือ ตลาดนิวยอร์ก (New York Mercantile Exchange: NYMEX) ตลาดลอนดอน (International Petroleum Exchange: IPE) และตลาดสิงคโปร์ (Singapore International Monetary: SIMEX)

(2) ในตลาดสิงคโปร์ เกณฑ์อ้างอิงของส่วนต่างราคาน้ามันสาเร็จรูปและราคาน้ามันดิบ ใช้ราคาน้ามันสาเร็จรูปหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ (Mean of Platts Singapore: MOPS) และราคาน้ามันดิบดูไบ เนื่องจากเป็นน้ามันดิบจากตะวันออกกลางถูกใช้ในการกลั่นเป็นส่วนใหญ่

สถานการณ์อุตสาหกรรมโรงกลั่นในไทย:

ในปี 2018 ค่าการกลั่นรวมของโรงกลั่นไทยเฉลี่ยทั้งปีหดตัว 9.6%YOY แต่ยังเคลื่อนตัวในกรอบค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา ค่าการกลั่นรวมของไทยอยู่ที่ 5.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (3) ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 5.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เคลื่อนไหวตามค่าการกลั่นรวมที่สิงคโปร์ เนื่องจากอุตสาหกรรมโรงกลั่นไทยใช้ราคาอ้างอิงของน้ามันดิบและน้ามันสาเร็จรูปจากการซื้อขายในสิงคโปร์ รวมค่าขนส่งเป็นเพดานราคา เพื่อให้ราคาสามารถสะท้อนอุปสงค์และอุปทานน้ามันในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และสามารถแข่งขันกับโรงกลั่นอื่นในภูมิภาคได้ จึงแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของราคาและค่าการกลั่นรวมของอุตสาหกรรมโรงกลั่นไทยจะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในภูมิภาคนี้ด้วย

ปริมาณการใช้น้ามันสาเร็จรูปในประเทศปี 2018 ขยายตัวดีที่ 3.1%YOY

มาอยู่ที่ 56,348 ล้านลิตร จาก 54,674 ล้านลิตรในปีก่อนหน้า สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในประเทศโดยรวมที่เติบโตดี โดยความต้องการใช้น้ามันเบนซินอยู่ที่ 11,373 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 3.1%YOY ใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตปีก่อนหน้า ขยายตัวตามการบริโภคภาคเอกชนที่เติบโตดี และยังคงมีแรงหนุนจากการเติบโตของยอดขายรถยนต์ซึ่งได้อานิสงส์จากการกลับมาซื้อรถยนต์ของกลุ่มผู้ซื้อรถคันแรกที่หมดภาระหนี้เก่า การกระตุ้นยอดขายของบริษัทรถยนต์และข้อเสนอสินเชื่อต่างๆ ขณะที่ความต้องการใช้น้ามันดีเซลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 23,603 ล้านลิตร ขยายตัวที่ 1.5%YOY ตามการเติบโตของเศรษฐกิจและภาคขนส่งในประเทศ สาหรับความต้องการใช้น้ามันอากาศยานขยายตัว 5.2%YOY มาอยู่ที่ 7,103 ล้านลิตร เป็นผลมาจากจานวนของเที่ยวบินที่ขยายตัวได้ดีจากการเปิดเส้นทางเที่ยวบินใหม่และภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตดีในภาพรวม

(3) ค่าการกลั่นรวมของอุตสาหกรรมโรงกลั่นไทย รวมบริษัท TOP, PTTGC, IRPC, BCP, และ SPRC

ในแง่ของความต้องการใช้น้ามันเตาอยู่ที่ 2,198 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 4.5%YOY ซึ่งได้รับแรงหนุนจากภาคการขนส่งทางเรือที่ขยายตัวดีตามภาคการส่งออก นอกจากนี้ ความต้องการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวขยายตัว 4.7%YOY มาอยู่ที่ 12,071 ล้านลิตร ขยายตัวสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา เป็นผลจากความต้องการใช้ในภาคครัวเรือนที่สูงขึ้นและภาคปิโตรเคมีเปลี่ยนมาใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นวัตถุดิบในการผลิตมากขึ้น เนื่องจากวัตถุดิบชนิดอื่นมีราคาสูงขึ้น

ปริมาณการส่งออกน้ามันสาเร็จรูปของไทยปี 2018 หดตัว 7.3%YOY แต่มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 8.1%YOY

ปริมาณการส่งออกลดลงจาก 12,796 ล้านลิตรในปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 11,857 ล้านลิตรในปี 2018 คิดเป็นสัดส่วน 19% ของการผลิตน้ามันสาเร็จรูปในประเทศทั้งหมด ทั้งนี้มากกว่า 90% ส่งออกไปประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะสิงคโปร์ กัมพูชา เวียดนาม และสปป.ลาว ในขณะที่มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 177,939 ล้านบาทในปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 192,289 ล้านบาท เป็นผลมาจากราคาของน้ามันสาเร็จรูปชนิดกลางที่อยู่ในระดับสูงประกอบกับราคาน้ามันเตาที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ทาให้มูลค่าการส่งออกปรับตัวสูงขึ้นแม้ว่าปริมาณการส่งออกโดยรวมจะลดลง

การลดลงของปริมาณการส่งออกเป็นผลมาจากปริมาณการส่งออกของน้ามันเบนซินลดลง 61.9%YOY ตามภาวะตลาดที่อุปทานเพิ่มขึ้นสูงกว่าอุปสงค์ ขณะที่ปริมาณการส่งออกน้ามันดีเซลเพิ่มขึ้น 26.2%YOY ตามความต้องการในตลาดที่ขยายตัวดี โดยเฉพาะจากประเทศกลุ่ม CLMV ที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงซึ่งเป็นปัจ จัยสนับสนุนต่อความต้องการใช้น้ามันดีเซลในประเทศเหล่านี้ สาหรับการส่งออกน้ามันอากาศยานเติบโตดีที่ 37.0%YOY โดยส่งออกไปเวียดนาม กัมพูชา และสิงคโปร์ เนื่องจากความต้องการสูงในตลาดตามภาวะการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศที่เติบโตดี ส่วนการส่งออกก๊าซปิโตรเลียมเหลวเพิ่มขึ้นที่ 61.3%YOY เป็นผลต่อเนื่องจากการเปิดเสรีนาเข้า-ส่งออกก๊าซปิโตรเลียมเหลว โดยส่วนมากส่งออกไปยังเวียดนาม ขณะที่ปริมาณการส่งออกน้ามันเตาอ่อนตัวลงเล็กน้อย 1.1%YOY ซึ่งลดลงจากปริมาณการส่งออกไปสิงคโปร์ แต่ถูกชดเชยโดยการเพิ่มของปริมาณการส่งออกไปจีนที่ต้องการน้ามันเตาที่มีซัลเฟอร์ต่าเพิ่มขึ้นเนื่องจากประกาศมาตรการควบคุมซัลเฟอร์ในเชื้อเพลิงเดินเรือ

ผู้เขียน: พุธิตา แย้มจินดา

Comments

comments